| ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป |
| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
webmaster บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 15/10/2006 1:44 pm ชื่อกระทู้: เส้นทางสายไหม |
|
|
การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สันนิษฐานว่าเริ่มต้นในประเทศจีนเมื่อประมาณ 4,700 ปีมาแล้ว มีตำนานเล่าว่าพระนางซีลิงสี ( Xi Ling Shi ) พระมเหสีของจักรพรรดิ์ชวนหยวน ( Xaun Yaun ) ได้พบรังไหมโดยบังเอิญ ขณะประทับในพระราชอุทยานพระนางทรงเห็นรังไหมอยู่บนหม่อน ลักษณะเป็นรังสีขาวนวลจึงให้นางกำนัลเก็บมาถวาย แต่นางกำนัลทำรังไหมตกลงในถ้วยน้ำร้อน โดยอุบัติเหตุ เมื่อดึงรังไหมขันมาก็ได้เส้นใยที่เลื่อมมันและอ่อนนุ่มจึงลองนำเส้นใยท่ได้ไปทอเป็นผ้า เพื่อถวายพระจักรพรรดิ์ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานมาก จึงโปรดให้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพระราชวัง ต่อมาจึงนำออกเผยแพร่ให้แก่ราษฏรทั่วไป ราษฏรจึงขนานนามพระนางซิหลิงว่า พระนางแห่งไหม และจัดให้มีการเซ่นไหว้เป็นประจำทุกปี
ต่อมาราชวงศ์ฮั่น ( ในราวปี 206 ก่อนคริสตกาลจนถึงคริสตศักราช220 ) ได้มีการส่งทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศทางตะวันตกโดยเริ่มต้นจากเมืองฉางอัน( Chang,an) ปัจจุบันเรียกชื่อซีอาน ( Xi,an) ซึ่งเป็นมืองหลวงตั้งอยู่ในมณฑลชานสี(Shaanxi) ผ่านมณฑลกันสู ( Kansu) มณฑลซินเจียง (Xinjiang) ข้ามเทือกเขาพามีร์ (Pamir) สู่ประเทศอัฟกานิสถานและอิหร่าน อีกเส้นทางหนึ่งจะเดินทางตอนไต้ ของประเทศรัซเซีย เข้าสู่ประเทศเอเชียกลางไปยังประเทศแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์รเนียนเส้นทางเหล้านี้ ยาวมากกว่า 10,000 กิโลเมตร เป็นเส้นทางแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการค้าระหว่างประเทศจีนและประเทศในเอเชียกลางในยุคนี้เส้นทางนี้รู้จักรในนาม เส้นทางไหม (Silk Road)
นอกจากนี้ในช่วงระยะเวลาเดียวกันยังมีการแพร่กระจาย โดยการเดินทางทางทะเล ไปยังคาบสมุทรเปอร์เซียและประเทศแถบชายฝั่งทะเลอาหรับ ( Arabian Sea) หลังจากนั้นจึงแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น
ช่วงประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแพร่กระจายจากประเทศจีนไปยังประเทศเกาหลี หลังจากนั้น อีกประมาณ 300 ปี ได้แพร่กระจายจากประเทศเกาหลีไปสู่ประเทศญี่ปุ่น
ช่วงประมาณคริสตกาล การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแพร่กระจายไปสู่ประเทศอินเดียและคาบสมุทรอินโดจีน ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม ละกัมพูชา ต่อจากนั้น จึงแพร่กระจายไปสู่ประเทศอินโดนีเซีย
ช่วงประมาณศตวรรษที่ 9 11 การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแพร่กระจายไปสู่ประเทศอียิปต์ ประเทศชายฝั่งทางตอนเหนือของทวีปอฟริกา ประเทศสเปน และเกซิลี ต่อจากนั้นจึงแพร่กระจายไปยังแถบทางตอนไต้ ของประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นบริเวณที่เส้นไหมเดินทางผ่าน
ช่วงประมาณศตวรรษที่ 12-13 การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกระจายไปสู่ประเทศอิตาลี่
ช่วงประมาณศตวรรษที่ 14 การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแพร่กระจายไปสู่ประเทศฝรั่งเศษ ประมาณปี ค.ศ. 1522 การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแพร่กระจายไปสู่ทวีปอเมริกาโดยสเปน ซึ่งได้เข้าไปปกครองเม็กซิโก ผู้ปกครองชาวเสปน บังคับให้ราษฎรแถบชานเมืองปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หลังจากนั้นได้แพร่กระจายไปยังประเทศแถบทวีบอเมริกาไต้ เช่น สหรัฐอเมริกา เปรู และบราซิล |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
webmaster บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 15/10/2006 2:20 pm ชื่อกระทู้: การเข้ามาของศาสนาอิสลามในจีน |
|
|
นำมาจาก www.chinesemuslimthailand.com/detail_story.php?story_id=20&PHPSESSID=0ccca74c5717cc2c90001e7d674f5b5c
ชาวอาหรับ เปอร์เซีย เอเชียกลาง อพยพเข้ามายังเมืองจีนหลายระลอก เริ่มต้นจากที่ปรากฏในบันทึกของราชสำนักถัง (The Ancient Record of the Tang Dynasty) ว่า มีคณะทูตอิสลามจากอารเบียเข้ามาถวายบรรณาการยังราชวงศ์ถังครั้งแรกในปี ค.ศ.651 เป็นปีที่ 2 ของรัชสมัยจักรพรรดิหยุงเว่ย (Yung-Wei) ประมาณ 19 ปีหลังการเสียชีวิตของศาสนทูตมุฮัมหมัด และ 1 ปีหลังจากกองทัพอาหรับยึดจักรวรรดิเปอร์เซียได้ จากบันทึกราชวงศ์ถัง คณะทูตดังกล่าวอ้างว่า อาณาจักรอิสลามของพวกเขาตั้งขึ้นมาเมื่อ 31 ปีก่อน ซึ่งนั่นหมายถึงว่า พวกเขาเดินทางมาถึงราชสำนักถังในสมัยของคอลีฟะฮฺอุสมาน (Caliphate of Uthman) ตามความเชื่อของชาวจีนมุสลิมถือว่านั่นคือ ก้าวแรกของศาสนาอิสลามในประเทศจีน ผู้นำคณะทูตดังกล่าวคือ ซาอัด อาบี วักกัส (Saad Ibn Abi Waggas) เป็นสาวกใกล้ชิดของท่านศาสนทูตมุฮัมหมัด คณะทูตเผยแพร่อิสลามทั้งหมดมี 15 คน เดินทางโดยทางเรือผ่านมหาสมุทรอินเดีย และทะเลจีนใต้เข้าสู่ท่าเรือกวางโจวทางตอนใต้ของจีน จากนั้นเดินทางทางบกไปยังเมืองหลวงของจักรวรรดิจีนสมัยนั้น คือเมือง ฉางอัน หรือ ซีอาน ในปัจจุบัน (Chang An หรือ Xian) เพื่อไปเข้าเฝ้าองค์พระจักรพรรดิ
หลังจากพระจักรพรรดิสอบถามเกี่ยวกับศาสนาอิสลามแล้ว โดยทั่วๆ ไปทรงยอมรับศาสนาใหม่นี้ เพราะพระองค์ดำริว่าพอไปกันได้กับลัทธิขงจื๊อที่ทรงอิทธิพลอยู่ในประเทศจีนมานาน แต่พระองค์ทรงเห็นว่า การละหมาดวันละ 5 เวลา และถือศีลอด 1 เดือนเต็มนั้นมันเกินไปสำหรับพระองค์ พระองค์จึงไม่สนใจจะเปลี่ยนมานับถืออิสลาม แต่ทรงอนุญาตให้ วักกัส และคณะทูตเผยแพร่อิสลามในแผ่นดินจีนอย่างเสรี วักกัส สอนศาสนาอิสลามที่เมืองกวางโจว เขาสร้าง มัสยิดฮว่ายเฉิง (Huaisheng) หรือ มัสยิดอนุสรณ์ (The Memorial Mosque) เพื่อรำลึกถึงท่านศาสนทูตมุฮัมหมัด มัสยิดหลังนี้เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองจีนอายุ 1,300 ปีเศษ ตั้งอยู่ที่ถนน กวงตา (Guangta) เมืองกวางโจว ยังคงอยู่ในสภาพดีและชาวจีนมุสลิมยังคงใช้ละหมาดอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
นักประวัติศาสตร์จีนมุสลิมบอกว่า วักกัส เสียชีวิตที่จีน ร่างถูกฝังอยู่ที่เมืองกวางโจว ในขณะที่นักประวัติศาสตร์อาหรับบอกว่า วักกัสเดินทางกลับไปอารเบียและเสียชีวิตที่เมืองเมดินา เพราะมีหลุมศพของเขาอยู่ที่นั่น ชาวจีนมุสลิมที่ไปแสวงบุญที่มักกะฮฺก็ยืนยันว่ามีหลุมศพวักกัสที่เมดินาจริงๆ เรื่องนี้อาจเป็นได้ว่า หลุมศพหนึ่งเป็นหลุมศพจริง อีกแห่งหนึ่งสร้างขึ้นมาเป็นอนุสรณ์ เช่นเดียวกับหลุมศพของ เจิ้งเหอ ที่ชานเมืองนานจิง ที่มิได้มีร่างของเขาฝังอยู่ที่นั่น เป็นหลุมศพที่ทำขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์เท่านั้น
จากนั้น ชาวอาหรับและเปอร์เซียมุสลิมได้เดินทางเข้ามายังประเทศจีนเพื่อค้าขาย และต่อมาตั้งถิ่นฐานถาวรในเมืองท่าแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก เช่น กวางโจว (Guangzhou) ฉวนโจว (Quanzhou) หังโจว (Hangzhou) หยังโจว (Yangzhou) และ ฉางอัน (ซีอาน) ชาวจีนเรียกพวกเขาว่า fanke หรือ ชาวต่างชาติจากดินแดนรอบนอก ชาวมุสลิมเหล่านี้ได้สร้างมัสยิดและสุสานเฉพาะกลุ่มของตัวเอง บางคนแต่งงานและมีลูกหลานสืบทอดกันต่อมา ชาวจีนเรียกลูกหลานคนเหล่านี้ว่า tusheng fanke ซึ่งหมายถึง ชาวต่างชาติจากดินแดนรอบนอกที่เกิดในประเทศจีน การที่พ่อค้าอาหรับ และเปอร์เซียมีความแตกต่างจากชาวฮั่นทั้งด้านศาสนาและวัฒนธรรมประเพณี พวกเขาจึงต้องมีชุมชนของตัวเองเพื่อที่จะปฏิบัติศาสนกิจและปฏิบัติตัวตามหลักอิสลามทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การแต่งงาน พิธีงานศพ และกิจกรรมอื่นๆ พวกเขามีศาลของพวกเขาเองเพื่อตัดสินในคดีเกี่ยวกับการแต่งงาน การหย่า มรดก และคดีความอื่นๆ ที่ต้องใช้กฎหมายอิสลาม ซึ่งยืนยันให้เห็นถึงอิทธิพลของชาวมุสลิมในจีนในช่วงเวลานั้น
พ่อค้าอาหรับและเปอร์เซียที่มาเมืองจีนทางเรือนี้มีอิทธิพลด้านการค้าขายมาก และผูกขาดธุรกิจนำเข้าและส่งออกของจีน ช่วงราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-ค.ศ.1279) มีการตั้งจัตุรัสและตลาดต่างชาติขึ้นมาที่กวางโจว และมีสำนักงานอำนวยการทั่วไปด้านชิปปิ้ง (The office of Director General of Shipping) เพื่อควบคุมดูแลความเคลื่อนไหวของสินค้าที่ท่าเรือ และดูแลพิธีการค้าทั้งหมด ซึ่งตำแหน่งผู้อำนวยการของสำนักงานนี้ต้องเป็นชาวมุสลิมเสมอ (1)
นอกจากชาวมุสลิมจะเข้ามาที่เมืองจีนทางท่าเรือแถบภาคตะวันออกแล้ว มุสลิมยังเข้าสู่เมืองจีนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศด้วย ผ่านเส้นทางสายไหม
ปีค.ศ.751 กองทัพจีนมีการสู้รบย่อยๆ กับกองทัพอาหรับที่ขยายดินแดนมาจนถึงเอเชียกลางแล้ว กองทัพอาหรับที่นำโดย ซิยาด ซาแลฮฺ (Ziyad Ibn Salih) เอาชนะกองทัพจีนได้ และจับเชลยศึกจีนได้จำนวนหนึ่ง สองคนในนั้นมีความรู้ด้านการทำกระดาษ หลังจากสอนการทำกระดาษแก่ชาวอาหรับแล้วเชลยศึกจีนได้รับการปล่อยตัว (ก่อนที่จะมีเทคโนโลยีการทำกระดาษที่ซามาคานด์ อาหรับรู้จักใช้ปาปิรุสบันทึกเรื่องราวอยู่แล้ว) ต่อมามีการตั้งโรงงานทำกระดาษแห่งแรกในกรุงแบกแดด ซึ่งมีส่วนทำให้การศึกษาและวิทยาการของโลกมุสลิมก้าวหน้าที่สุดในโลกยุคกลาง (Middle Age)
ปีค.ศ.755 จักรพรรดิ ซวัน ซุง (Hsuan Tsung) แห่งราชวงศ์ถัง ผจญกับปัญหากบฏ อัน ลูซัน(An Lushan) และต้องลี้ภัยไปพำนักที่มณฑลเสฉวน พระองค์ได้ร้องขอความช่วยเหลือมายัง อัล-มันซูรฺ (Abu Jaffar al-Mansur) คอลีฟะฮฺองค์ที่สองแห่งราชวงศ์อับบาสิด แบกแดด ให้กองทัพมุสลิมส่งกำลังมาช่วยยึดเมืองฉางอัน (ซีอาน) คืน อัล-มันซูรได้ส่งทหารมาช่วย 4,000 คน เมื่อเสร็จศึกทหารมุสลิมส่วนใหญ่เลือกที่จะตั้งรกรากในเมืองจีน พวกเขาจึงเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของ ชาวหุย ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
ในปีค.ศ.801 ทิเบตว่าจ้างทหารอาหรับ และ Sogdian จำนวน 20,000 คนไปช่วยในการสู้รบกับอาณาจักรน่านเจ้าที่หยุนหนัน แม้ทิเบตจะแพ้ศึกครั้งนี้ ทหารชาวมุสลิมก็มิได้กลับดินแดน แต่ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น
ต่อมาชาวมุสลิมก็เข้ามาอีกระลอกหนึ่งประมาณ 15,000 คนในปีค.ศ.1070 และค.ศ.1080 ด้วยการเชื้อเชิญของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือของจีน เพื่อให้มาเป็นกันชนระหว่างประเทศจีนกับอาณาจักร คิตาน (Khitan) ที่กำลังขยายตัว
ช่วงราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่งเหนือ การค้ากับต่างประเทศของจีนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ พ่อค้าอาหรับและเปอร์เซียนำ ผ้าไหม ศิลปวัตถุ เครื่องลายครามของจีน และสินค้าอื่นๆ ล่องเรือไปขายยังตะวันออกกลาง และยุโรป และนำ สมุนไพร เครื่องเทศ ไข่มุก และสินค้าอื่นๆ กลับมาขายยังเมืองจีน ชาวอาหรับและเปอร์เซียกลายเป็นพ่อค้าคนกลางในการค้าที่ทำกำไรมหาศาล และทำให้พวกเขาได้เผยแพร่ศาสนาด้วย พวกเขาได้ตั้งชุมชนมุสลิมถาวรในเมืองแถบชายฝั่ง ชุมชนมุสลิมเหล่านี้กลายเป็นกำลังสำคัญในสังคมจีน และเนื่องจากพวกเขาเป็นพวกที่มีวินัยและมีสถานภาพทางเศรษฐกิจสูง พวกเขาจึงได้รับความนับถือจากชาวฮั่น ช่วงราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่งไม่ปรากฏความรู้สึกต่อต้านชาวต่างชาติในสังคมจีน |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
webmaster บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 17/10/2006 7:46 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ข้อความเหล่านี้นำมาจาก http://www.thaichinese.net/Art_Culture/Songs_Music/SilkRoad/silkroad.html
คำว่า(เส้นทางสายไหม)หรือthe SilkRoad เพิ่งถูกเรียกอย่างเป็นทางการ
ในกลางศตวรรษที่ 19 โดยนักปราชญ์ชาวเยอรมัน นาม Baron
Ferdinand von Richthofen เป็นผู้บัญญัติชื่อนี้ขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับ
ถึงแม้จะมีคนพยายามเรียกเป็นอย่างอื่น อย่างเส้นทางหยก เส้นทางอัญ-
มณี เส้นทางพุทธศาสนา เป็นต้น เส้นทางนี้ เริ่มจากทางตะวันออกที่เมือง
ฉางอัน หรือซีอันในปัจจุบันของประเทศจีนไปสิ้นสุดที่ยุโรป ณ เมืองคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople)เส้นทางบนบกนั้น
แนวเส้นทางหลัก ๆเฉพาะในประเทศจีนแยกเป็นสามเส้นทาง และจากเมืองหลักของแต่ละเส้นทางจะมีเส้นทางแยกย่อยออกไปเหมือนเครือข่ายใยแมงมุมซึ่งจะมีการแปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง วัฒนธรรมในแต่ละยุค แต่เส้นทางในประเทศจีนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเส้นทางทางเหนือจากซีอันสู่ระเบียงเหอซี (Hexi Corridor) ก่อนแยกไปทางรัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง นักสำรวจและนักโบราณคดีมักจะมาสำรวจเส้นทางนี้เป็นหลัก
 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
webmaster บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 17/10/2006 8:20 am ชื่อกระทู้: |
|
|
เส้นทางสายไหมที่เป็นเส้นทางทำการค้ากับต่างประเทศสายแรกของจีนนี้เริ่มจากกรุงฉางอัน (คือซีอันในปัจจุบัน) ของมณฑลส่านซี ผ่านไปมณฑลกันซู่ เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยง มณฑลชิงไห และเขตปกครองตนเองซินเจียงสู่เปอร์เซียไปยังยุโรป มีการซื้อขายผ้าไหมและผ้าแพรของจีนไปยังเปอร์เซียและยุโรปโดยมี ระยะทางทั้งหมดถึง7,000กิโลเมตร และเส้นทางกว่า5,000กิโลเมตรในจำนวนดังกล่าวนั้นอยู่ในดินแดนของประเทศจีน
การเปิดใช้เส้นทางสายไหมไม่เพียงแต่ทำให้เขตซินเจียงที่มีดิน แดนกว้างใหญ่ไพศาลมีทางเชื่อมติดต่อกับเขตแดนชั้นในของจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกทางหนึ่ง ในการกระชับความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างเขตแดนชั้นในของจีนกับซินเจียงโดย เฉพาะกับเอเซียกลางและเอเซียตะวันตกด้วย ดังนั้นจึงมีการค้นพบโบราณวัตถุมีคุณค่าจำนวนมากปรากฏตามเส้นทางสายไหมนี้ เช่น เมืองโบราณ สุสานในสมัยโบราณ กำแพงเมืองจีนเก่าแก่ วัดวาอารามและถ้ำผา เป็นต้น ดังนั้นเส้นทางสายไหมจึงได้แสดงบทบาทอันสำคัญยิ่งใน การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างจีนกับต่างประเทศ เส้นทางสายไหมจึงเป็นแหล่งขุมทรัพย์ความรู้ทางโบราณคดีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนในยุคหลัง
ปัจจุบันเส้นทางสายไหมแห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งความรู้ทางโบราณคดี และมนุษยวิทยาแล้ว ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจีนอีกด้วยจ้ะ นี่ล่ะความยิ่งใหญ่ของเส้นทางสายไหม |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
|