| ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป |
| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:56 am ชื่อกระทู้: คนไทยมาจากไหน |
|
|
นำมาจาก http://student.rint.ac.th/~jakkra/sheet21.doc
ภูมิหลังคนไทย
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย
ดินแดนประเทศไทยก่อนที่จะมีการตั้งอาณาจักรไทยในสมัยพุทธศตวรรษที่ 18 หรือดินแดนประเทศไทยก่อนสมัยประวัติศาสตร์นั้น นักโบราณคดีชาวตะวันตกและชาวไทย (ดอกเตอร์แวนฮิกเกอเรน นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี) ได้แบ่งยุคก่อนประวัติศาสตร์ในดินแดนประเทศไทยไว้ 4 สมัย คือ
สมัยหินเก่า (Paleolithic)
สมัยหินกลาง (Mesolithic)
สมัยหินใหม่ (Neolithic)
สมัยโลหะ (Metal)1
1. สมัยหินเก่าในประเทศไทย
ยุคหินเก่าคือยุคที่มีอายุระหว่าง 500,000 – 10,000 ปีล่วงมาแล้ว ร่องรอยของมนุษย์หินเก่าในประเทศไทยมีค่อนข้างน้อย ในปี พ.ศ.2475 ศาสตราจารย์ฟริตซ์ สารแซง ชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้เข้ามาสำรวจหาร่องรอยสมัยหินเก่าที่จังหวัดเชียงราย ราชบุรี และลพบุรี ได้พบเครื่องมือหินกรวด 2-3 ชิ้น ศาสตราจารย์ฟริตซ์ สารแซงได้ตั้งชื่อวัฒนธรรมเครื่องมือหินเก่าในประเทศไทยว่า ไซแอมเนี่ยน (Siamnian) แต่การค้นพบของศาสตราจารย์ฟริตซ์ สารแซง ไม่เป็นที่สนใจและยอมรับในหมู่นักมนุษย์วิทยาและโบราณคดี ชื่อของวัฒนธรรมนี้จึงตกไป
วัฒนธรรมยุคหินเก่าในประเทศไทยเพิ่งได้รับความสนใจอย่างจริงจังหลังสงครามโล กครั้งที่ 2 จากการค้นพบของดอกเตอร์ แวนฮิกเกอเรน นักมนุษย์วิทยาชาวฮอลันดาซึ่งเป็นเชลยศึกของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายมรณะ (กาญจนบุรี-มะละแหม่ง) ในระหว่างที่ถูกบังคับให้ทำงานดังกล่าวเข้าได้พบเครื่องมือหินจำนวนมาก เมื่อสงครามสงบลงเขาได้ส่งเครื่องมือหินเหล่านั้นไปตรวจสอบที่มหาวิทยาลัยฮา ร์วาร์ต ผลปรากฏว่าเป็นเครื่องมือหินกรวดกะเทาะหน้าเดียว 6 ก้อน และขวานหินขัดสมัยหินใหม่ 2 ก้อน เครื่องมือหินดังกล่าวขุดพบที่สถานีบ้านเก่าจังหวัดกาญจนบุรี2
การค้นพบของดอกเตอร์แวนฮิกเกอเรน เป็นหลักฐานยืนยันอีกครั้งว่ามีมนุษย์ที่ใช้เครื่องมือหินเก่าอาศัยอยู่ในดิ นแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันและสันนิษฐานต่อไปว่ามนุษย์เหล่านั้นอาจจะเป็น เผ่าเดียวกันกับที่พบที่ชวาและปักกิ่ง ซึ่งมีอายุประมาณ 5 แสนปีมาแล้ว ดินแดนประเทศไทยปัจจุบันอาจจะเป็นทางผ่านสำหรับติดต่อ หรืออาจจะเป็นที่อยู่ระหว่างอารยธรรมทั้งสอง3 นอกจากจะค้นพบร่องรอยของวัฒนธรรมยุคหินเก่าที่จังหวัดกาญจนบุรี และยังพบเครื่องมือหินเก่าที่อำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงรายด้วย
2. สมัยหินกลางในประเทศไทย
สมัยหินกลางคือช่วงเวลาระหว่าง 10,000-5,000 ปีล่วงมาแล้ว นอกจากสำรวจและขุดค้นของนักโบราณคดีทั้งไทยและต่างประเทศ ได้พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าดินแดนประเทศไทยบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลพบุรี และราชบุรี เป็นบริเวณที่มีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่สมัย 10,000 ปีถึง 7,000 ปีล่วงมาแล้ว หลักฐานที่พบมีทั้งโครงกระดูกมนุษย์ และโครงกระดูกสัตว์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือหิน และเปลือกหอย สมัยหินกลาง คือนอกจากจะรู้จักทำเครื่องมือหินใช้แล้ว ยังรู้จักนำเอากระดูกสัตว์และเปลือกหอยมาทำเป็นเครื่องมือ ส่วนพวกเครื่องใช้บางประเภทมนุษย์สมัยกลางสามารถทำภาชนะเครื่องปั้นดินเผา จำพวกหม้อ จาน ชาม หม้อน้ำขึ้นใช้ เครื่องปั้นดินเผาที่มนุษย์สมัยหินกลางทำขึ้น มีลักษณะผิวเรียบมัน พบที่ถ้ำผี อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นับเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์4
3. สมัยหินใหม่ในประเทศไทย
สมัยหินใหม่คือช่วงเวลาระหว่าง 5,000-2,000 ปีล่วงมาแล้ว จากการสำรวจและขุดค้นของนักโบราณคดีที่จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี ลพบุรี และขอนแก่น ได้พบโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่มีขนาดสูงประมาณ 150-167 ซม. ส่วนเครื่องมือเครื่องใช้ที่พบ แยกออกเป็น 4 ประเภทคือ5
1) เครื่องมือที่ทำด้วยหิน ที่พบมากคือ ขวานหินขัด ที่ชาวบ้านเรียกว่า ขวานฟ้า เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าปลายข้างหนึ่งมน ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งขัดไม้แหลมเรียบ แต่งให้คม ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นขวานศักดิ์สิทธิ์ที่ตกลงมาจากฟ้าขณะที่ฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า ขวานหินขัดนี้ขุดพบทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย อายุของขวานหินขัดนี้ประมาณ 4,000 ปี
2) เครื่องมือที่ทำด้วยกระดูก เช่น ปลายหอก ลูกศร เป็นต้น
3) เครื่องมือที่ทำด้วยหอย เช่น พวกใบมีด
4) เครื่องมือที่ทำด้วยดินเผา ทำเป็นเครื่องใช้รูปต่าง ๆ เช่น หม้อ จาน แกนปั่นด้าย กระสุนดินเผา เป็นต้น
จากหลักฐานที่พบ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่ามนุษย์ยุคหินใหม่ที่อยู่ในบริเวณประเทศไทยปัจจุบันค งมีจำนวนมาก และตั้งหลักแหล่งกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย บางกลุ่มยังอาศัยอยู่ในถ้ำบางกลุ่มออกมาจากถ้ำมาสร้างบ้านพักหรือกระท่อม ในด้านวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ มนุษย์สมัยนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้น มีความรักสวยรักงาม รู้จักทำเครื่องประดับร่างกายจากเปลือกหอย ลูกปัด ทำกำไลหิน กำไลกระดูก มีการฝังศพผู้ตายในท่านอนหงายแขนแนบลำตัว วางเครื่องปั้นดินเผาไว้เหนือศีรษะ ปลายเท้าและบริเวณเข่า นอกจากนั้นยังใส่สิ่งของเครื่องใช้ และเครื่องประดับในหลุมฝังศพด้วย
4. สมัยโลหะในประเทศไทย
ยุคโลหะนี้ในบางช่วงแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ยุคสำริด และยุคเหล็ก แต่การศึกษาที่ได้ทำกันหลายแห่งในประเทศไทย ยังไม่อาจจำแนกเป็น 2 ยุคดังกล่าวได้ชัดเจน กล่าวคือ
นักโบราณคดีได้พบร่องรอยของมนุษย์ยุคโลหะตอนต้นในประเทศไทย จากการขุดค้นที่ตำบลโนนกทา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น นักโบราณคดีพบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องมือที่ทำด้วยสำริดทั้งนั้น ไม่มีเครื่องมือที่ทำด้วยเหล็ก แต่มีขวานที่ทำด้วยทองแดงที่เกิดจากธรรมชาติ (ไม่ใช่ทองแดงถลุง) เอามาทุบเป็นรูปขวานโดยไม่ใช้ความร้อน นอกจากนั้นคณะสำรวจและขุดค้นยังพบแม่พิมพ์หินสำหรับหล่อขวานสำริดอายุประมาณ 4,120-4,475 ปีมาแล้ว เก่ากว่ายุคสำริดที่พบที่ดองซอนประเทศเวียดนามและเก่ากว่ายุคสำริดของจีนเล็ กน้อย
แหล่งที่พบเครื่องมือสำริดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ ที่ตำบลเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่นี่นักโบราณคดีได้พบทั้งเครื่องมือสำริด เครื่องมือเหล็ก เครื่องประดับสำริด เครื่องปั้นดินเผารูปแปลก ๆ และมีลายเขียนด้วยสีแดงเป็นลายต่าง ๆ ประมาณ 1,000 แบบ และเครื่องประดับทำด้วยแก้วสีเขียว
การขุดค้นที่บ้านเชียงทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งคือ ถ้าพิจารณาเครื่องมือเครื่องใช้แล้วควรจะตัดสินว่าเป็นของมนุษย์ยุคโลหะตอนป ลาย ซึ่งควรจะมีอายุประมาณ 2,100 ปีมาแล้ว แต่เมื่อได้ส่งเครื่องปั้นดินเผาไปพิสูจน์อายุ โดยวิธีเทอโมลูเนสเซ็นส์ (Thermoluminescence) แล้วปรากฏผลว่าเครื่องปั้นดินเผาที่ขุดได้จากระดับความลึก 70-80 เซนติเมตรจากผิวดิน มีอายุประมาณ 5,554-460 ปีมาแล้ว ชิ้นส่วนที่ได้จากระดับความลึก 120 เซนติเมตร มีอายุประมาณ 5,574-175 ปีมาแล้ว นักโบราณคดีบางท่าน6 จึงสรุปว่ามนุษย์ผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้นได้สร้างสรรค์วัฒนธรรม เหล่านี้ไว้เมื่อประมาณ 5,000-7,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงนั้น นอกจากจะรู้จักการสร้างเครื่องมือ เครื่องประดับสำริด และอื่น ๆ ยังรู้จักทำผ้าไหมและเครื่องนุ่งห่มอีกด้วย
ศาตราจารย์สุด แสงวิเชียร ได้สรุปวิวัฒนาการของวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไว้ว่า
ดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน เป็นดินแดนที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มาตั้งแต่สมัยหินเก่า คือเมื่อประมาณ 500,000 ปีมาแล้ว อาจจะอยู่ตามตำบลที่พบเครื่องมือ คือบริเวณแควน้อยใหญ่และตามเชิงดอยของจังหวัดกาญจนบุรี และเชียงราย แต่ยังไม่พบโครงกระดูกที่จะช่วยในการสันนิษฐานว่าเป็นมนุษย์ใด
สมัยหินกลางพบร่องรอยของมนุษย์อาศัยอยู่ตามเพิงผา เช่น ที่เพิงผาหน้าถ้ำ จังหวัดแม่ฮ่องสอนพบโครงกระดูกซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นมนุษย์เผ่าโปรโตมาเลย์
สมัยหินใหม่มีมนุษย์อาศัยอยู่เกือบทั่วประเทศไทยปัจจุบัน บริเวณที่อยู่กันหนาแน่นคือ แควน้อยแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมสูงสามารถทำเครื่องปั้นดินเผาได้ปราณีตเท่าเทียมเครื ่องปั้นดินเผาที่พบในประเทศจีน ที่เรียกว่า “วัฒนธรรมโปรโตลุงซาน” และ “วัฒนธรรมลุงซาน” อยู่ทางตอนกลางของประเทศจีน จึงเป็นหลักบานยืนยันว่าได้มีมนุษย์ที่มีวัฒนธรรมร่วมกันอาศัยอยู่ตั้งแต่ตอ นกลางของประเทศจีนจนถึงแถบตะวันตกของดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน เนื่องจากโครงกระดูกที่พบมีลักษณะไม่แตกต่างจากโครงกระดูกของคนไทยปัจจุบัน นักโบราณคดีบางท่านจึงเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของไทยปัจจุบัน
สมัยโลหะของประเทศไทยยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะมนุษย์ยุคโลหะที่พบทางตะวันตกของประเทศไทยปัจจุบันมีอายุเปรียบเทียบปร ะมาณ 2,000 ปีมาแล้ว แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมนุษย์ยุคโลหะมีอายุประมาณ 5,000 ปีมาแล้ว ทำให้เกิดปัญหาว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณทั้งสองที่กล่าวนี้เป็นชนละเผ่าก ันหรือเป็นเผ่าเดียวกัน แต่มีความจริงทางวัฒนธรรมต่างกับพวกที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเ ทศไทยมีวัฒนธรรมล้ำหน้ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณตะวันตกของประเทศไทย และล้ำหน้ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่น ๆ ในเอเชียอยู่ 3 อย่าง คือ
1) การหล่อสำริดเป็นเครื่องมือและเครื่องประดับ
2) การเขียนลายสีบนภาชนะดินเผา
3) รู้จักใช้ไหมมาทอเป็นเครื่องนุ่งห่มก่อนแหล่งอื่น
ดังนั้นประเทศไทยจึงมิใช่แหล่งที่เพียงแต่รับวัฒนธรรมจากแหล่งอื่นเท่านั้น แต่เป็นแหล่งอารยธรรมเริ่มแรกอีกแห่งหนึ่งของโลกด้วย
เชิงอรรถ
1สุด แสงวิเชียร. เรื่องก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย. หน้า 1-2.
2ด. หน้า 3.
3ด.
4ชิน อยู่ดี และคนอื่น ๆ มรดกทางวัฒนธรรมบนแผ่นดินไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 หน้า 6-7.
5ด. หน้า 9.
6ด.
ไท และไทยสยาม
คำว่า “ไทย” เดิมรู้จักกันในนามของ “สยาม” และมีปรากฏในหลักฐานหลายแห่งที่เก่าที่สุด คือ ในศิลาจารึกของอาณาจักรกัมพูชาก่อนสมัยพระนครหลวง และพบในจารึกจาม พ.ศ.1593 จารึกพม่า พ.ศ.1663 และในแผนที่ภูมิศาสตร์ของจีนที่ทำขึ้นใน พ.ศ.1753 กำหนดเขตแดนของเสียมหรือสยามไว้ ส่วนคำว่า “ไท” มีความหมายกว้างกว่า คำว่า “ไทย” ดังนี้
1. ความหมายของคำว่า “คนไท” และ “คนไทย”
“ไท” มีความหมายกว้างกว่า คำว่า “ไทย” ไท หมายถึง ไทย (คนไทยในประเทศไทย)*และรวมถึงคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศต่าง ๆ ด้วย ดังนั้น คนไท คือ บุคคลซึ่งมีเชื้อชาติไทย พูดภาษาตระกูลไทย มีขนบธรรมเนียมประเพณีของคนเชื้อชาติไทย ทั้งนี้ไม่จำกัดเฉพาะ ภาษาไทยในประเทศไทย ขนบธรรมเนียมที่ใช้ในประเทศไทย แต่หมายถึง ภาษาในเครือ ภาษาไทยซึ่งมีลักษณะเป็นคำโดดและเรียงคำ คำบางคำอาจใช้แตกต่างกัน ขนบธรรมเนียมก็อาจจะแตกต่างกันได้ ทั้งนี้เป็นไปตามเผ่าแต่ละเผ่า
2. ความหมายของคำว่า “สยาม”
คำว่า “สยาม” เป็นคำที่ชนชาติอื่นใช้เรียกประเทศไทย ปรากฏตามอักษรจำหลักใต้ รูปกระบวนแห่งที่ปราสาทนครวัดว่า “พลเสียม” หรือ “พลสยาม” 1 จึงเข้าใจว่าคนชาติอื่นใช้เรียกประเทศตามขอม
พระเจนจีนอักษร ได้แปลจดหมายเหตุจีน อธิบายคำว่า “สยาม” ไว้ว่า
ประเทศนี้เดิมเป็นอาณาเขต “เสียมก๊ก” อยู่ข้างเหนือ “โลฮุกก๊ก” อยู่ข้างใต้ ต่อมารวมเป็นอาณาเขตเดียวกัน จึงได้สนามว่า “เสียมโลฮุกก๊ก” แต่คนเรียกทิ้งคำ “ฮก” เสีย คงเรียกกันว่า “เสียมโลก๊ก” สืบมาเป็นอาณาเขตอยู่ดังกล่าว 2
“สยาม” เป็นคำที่เริ่มใช้ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 4
3 ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเรียกตัวเองว่า “กรุงศรีอยุธยา”
ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ปรากฏตามหนังสือสัญญาที่ทำกับประเทศอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 3 เรียกประเทศว่า “กรุงศรีอยุธยา” และเพิ่งปรากฏหลักฐานว่าประเทศไทย เรียกตัวเองว่า “ประเทศสยาม” ในสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อทรงทำสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษ และทรงลงพระนามาภิไธยว่า “REX SIAMNIS”** และทรงหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่ง พระราชทานนามว่า “พระสยามเทวาธิราช” 4
ต่อมาใน พ.ศ.2481 นายพันเอกหลวงพิบูลสงคราม (ยศและบรรดาศักดิ์ขณะนั้น เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” และเมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 แล้ว นายควง อภัยวงศ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประมาณ 3 เดือนเศษ รัฐบาลนี้เรียกชื่อประเทศไทยเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสว่า “SIAM” อีกครั้ง ถึงเดือนเมษายน 2491 รัฐบาลพิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งแทน ได้เปลี่ยนชื่อประเทศไทยในภาษาอังกฤษว่า “THAILAND” และในภาษาฝรั่งเศส “THAILAND” 5 ซึ่งรัฐบาลต่อ ๆ มาได้ใช้ตราบจนปัจจุบัน
เชิงอรรถ
* คนไทยอาจมีความหมายได้หลายประการ
1. ความหมายตามกฎหมาย คำว่าคนไทยตามพระราชบัญญัติสัญชาติ ได้แก่ บุคคลซึ่งมีสัญชาติไทย บุคคลจะได้สัญชาติไทยโดยใช้หลัก 2 ประการ
1.1 หลักโดยสายโลหิต บิดาถือสัญชาติไทย ย่อมได้สัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในราชอาณาจักรไทยหรือนอกราชอาณาจักรก็ตาม
1.2 หลักดินแดน บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทยย่อมได้สัญชาติไทย ไม่ว่าบิดาจะถือสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตามเว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นบางประการตามพ ระราชบัญญัติสัญชาติ
2. ความหมายเกี่ยวกับเชื้อชาติ (แม้จะถือสัญชาติไทยก็มิใช่คนไทย) แต่การเป็นคนไทยในปัจจุบันไม่อาจจะพิสูจน์ได้ว่าใครจะมีเลือดเนื้อเชื้อไขขอ งคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งมีการสมรสระหว่างคนไทยกับต่างชาติมาก ดังนั้นปัจจุบันจึงถือว่าคนที่มีสัญชาติไทย มีหน้าตาและถือขนบธรรมเนียมไทยเป็นคนไทยตามความหมายนี้ด้วย โดยเฉพาะลูกจีน หลานจีนที่เกิดในเมืองไทย
1 องค์การค้าคุรุสภา. สาส์นสมเด็จ. เล่ม 6 หน้า 15.
2 เล่มเดียวกัน. หน้า 6-8.
3 เล่มเดียวกัน. หน้า 17-18.
**แปลว่า “พระราชาแห่งสยาม” ซึ่งตรงกับ “สยามินทร์” หรือ “สยามินทราธิราช”
4 ปรีดี พนมยงค์. ไทยหรือสยาม. หน้า คำนำ.
5 เล่มเดียวกัน. หน้า 15.
แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดคนไทย
การศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของผู้คนในดินแดนต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย เริ่มขึ้นโดยชาวตะวันตกซึ่งใช้วิธีการค้นคว้า คือ เดินทางไปสำรวจด้วย ตนเอง สอบสวนค้นคว้าทางภาษา การแต่งกาย ความเป็นอยู่ สภาพบ้านเมือง ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะและอื่น ๆ แล้วนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานเขียนหรือรายงานการสำรวจ และอีกวิธีคือ สืบค้นนำข้อมูลที่ได้จากประจักษ์พยานไปประมวลเป็นงานค้นคว้าของชาวต่างประเท ศที่เรียบเรียงไว้ ดังนั้นวิธีการดังกล่าวรวมทั้งการศึกษาค้นคว้าของคนไทยได้ก่อให้เกิดความหลา กหลายในทัศนะเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของคนไทย ดังนี้
1. กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่ในบริเวณมณฑลเสฉวน ประเทศจีน
เตเรียน เดอ ลาคูเปอรี (Terrien de la couperie) ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ ประจำมหาวิทยาลัยลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาศาสตร์ของอินโดจีน เป็นเจ้าของความคิดนี้ ผลงานของท่านชื่อ The Cradle of the Shan Race ตีพิมพ์ พ.ศ.2428 อาศัยหลักฐานจีนโดยพิจารณาความคล้ายคลึงกันทางภาษาของผู้คนในจีนและเอเชียตะ วันออกเฉียงใต้ แล้วสรุปว่า คนเชื้อชาติไทยตั้งถิ่นฐานในดินแดนจีนก่อนจีน คือเมื่อ 2208 ปีก่อนคริสตกาล ดังปรากฏในรายงานการสำรวจภูมิประเทศจีน ถิ่นที่อยู่ของคนไทยที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนนี้อยู่ในเขตมณฑลเสฉวนในปัจุบัน
งานของลาคูเปอรี ได้รับการสืบทอดต่อมาในงานเขียนของนักวิชาการไทย เช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประภาศิริ เสฐียรโกเศศ พระยาอนุมานราชธน หลวงวิจิตรวาทการ และศาสตราจารย์รอง ศยามานนท์
2. กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดคนไทยอยู่แถบเทือกเขาอัลไต ทางตอนเหนือของประเทศจีน
เจ้าของความคิด คือ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน ชื่อ วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ (William Clifton Dodd) ได้เดินทางไปสำรวจความเป็นอยู่ของชาติต่าง ๆ ในดินแดนใกล้เคียงพร้อมทั้งเผยแพร่ศาสนาด้วย โดยเริ่มจากเชียงราย เชียงตุง สิบสองปันนา ยูนนาน จนถึง ฝั่งทะเลกวางตุ้ง ผลจากการสำรวจปรากฏในงานเขียนเรื่อง The Thai Race : The Elder Brother of the Chinese ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ.2452 งานเขียนนี้สรุปว่าไทยสืบเชื้อสายจากมองโกลและเป็นชาติเก่าแก่กว่าจีนและฮิบ รู งานเขียนของหมอดอดด์ ได้รับความสนใจทั้ง ชาวไทยและต่างประเทศ นักวิชาการไทยคนสำคัญที่สืบทอดความคิดของหมอดอดด์ คือ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) ได้เขียนงานเขียนชื่อ “หลักไทย” เป็นหนังสือแต่งทางประวัติศาสตร์ ได้รับพระราชทานรางวัลของพระบาทสมเด็กพระปกเกล้าฯ กับประกาศนียบัตรวรรณคดีของราชบัณฑิตยสภา ใน พ.ศ.2471 ในหนังสือ หลักไทย สรุปว่าแหล่งกำเนิดของคนไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต (แหล่งกำเนิดของมองโกลด้วย) หลักสูตรไทยได้ใช้เป็นตำราเรียนประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการเป็นเวลาน าน แต่ปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับน้อยมาก
3.กลุ่มที่เชื่อว่าไทยมีถิ่นกำเนิดกระจัด กระจายทั่วไปในบริเวณตอนใต้ของจีนและทางเหนือของภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ ตลอดจนแคว้นอัสสัมของอินเดีย
นักสำรวจชาวอังกฤษ ชื่อ โคลกูฮุน (Archibal R. Colguhon) เป็นผู้ริเริ่มความเชื่อนี้ เขาได้เดินทางจากกวางตุ้งตลอดถึงมัณฑเลย์ในพม่าและได้เขียนหนังสือชื่อ Chrysi เล่าเรื่องการเดินทางสำรวจดินแดนดังกล่าว และเขียนรายงานไว้ว่าพบคนไทยเชื้อชาติไทยในแถบนี้ งานเขียนนี้ตีพิมพ์ในอังกฤษเมื่อ พ.ศ.2428 ผู้เขียนได้รับรางวัลเหรียญทองจากสมาคมภูมิศาสตร์ของอังกฤษ ต่อมาหนังสือเล่มนี้ได้แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน ทำให้แนวคิดนี้แพร่หลายออกไป
นอกจากนี้มีงานค้นคว้าประเภทอาศัยการตีความหลักฐานจีนอีก เช่น งานของ E.H. Parker ปาร์คเกอร์ กงสุลอังกฤษประจำเกาะไหหลำ เขียนบทความเรื่องน่านเจ้า พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2437 โดยอาศัยตำนานจีน บทความนี้พูดถึงอาณาจักรน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไทยเฉพาะราชวงศ์สินุโลและ คนไทยเหล่านี้ถูกคนจีนกดดันถึงอพยพลงมาทางใต้ งานของเขียนปาร์คเกอร์ได้รับการสนับสนุนจากทั้งนักวิชาการตะวันตกและจีน (ศาสตราจารย์ติง ศาสตราจารย์ โชนิน ศาสตราจารย์ชุนแชง) และญี่ปุ่น (โยชิโร ชิราโทริ)
งานค้นคว้าที่เดิ่นอีกคืองานของ วิลเลียม เคร์ดเนอร์ (Willian Credner) ซึ่งค้นคว้าเกี่ยวกับยูนนานโดยสำรวจภูมิประเทศและเผ่าพันธุ์ที่ตกค้างในยูนน าน สรุปว่าถิ่นเดิมของชนเผ่าไทยควรอาศัยในที่ต่ำใกล้ทะเล เช่น มณฑลกวางสี กวางตุ้ง ส่วนแถบอัลไตคนไทยไม่น่าจะอยู่เพราะคนไทยชอบปลูกข้าว ชอบดินแดนแถบร้อนไม่ชอบเนินเขา
นอกจากนี้ วูลแกรม อีเบอร์ฮาด (Wolgram E berhard) ชาวเยอรมันผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และโบราณคดีจีน ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของไทยในงานเขียนชื่อ A History of China (พิมพ์เป็นภาษาเยอรมัน ต่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ) สรุปว่าเผ่าไทยอยู่บริเวณมณฑลกวางตุ้ง ต่อมาอพยพมาอยู่แถบยูนนานและดินแดนในอ่าวตังเกี๋ย (สมัยราชวงศ์ฮั่น) ได้สร้างอาณาจักรเทียนหรือแถน และถึงสมัยราชวงศ์ถัง เผ่าไทยได้สถาปนาอาณาจักรน่านเจ้าขึ้นที่ยูนนาน
งานเขียนของบุคคลเหล่านี้ได้ให้แนวคิดแก่นักวิชาการไทยและต่างประเทศในระยะต ่อมา เช่น ยอร์ช เซเดส์ ชาวฝรั่งเศส ได้สรุปว่าชนชาติไทยอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีน แถบตังเกี๋ย ลาว สยาม ถึงพม่า และอัสสัม
ส่วนนักวิชาการไทยที่สนใจศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของคนไทยทั้งจากเอกสารไทยแล ะต่างประเทศคือพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) งานเขียนของท่าน คือ พงศารโยนก ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ.2441-2442 งานชิ้นนี้สรุปว่าคนไทยมาจากตอนใต้ของจีนและ นักวิชาการไทยอีกท่านหนึ่งคือ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ใช้วิธีการทางนิรุกติศาสตร์ วิเคราะห์ตำนาน พงศาวดารท้องถิ่นทางเหนือของไทยและตรวจสอบกับจารึกของประเทศข้างเคียง เขียนหนังสือ ชื่อ “ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาว และจาม และลักษณะสังคมของชื่อชนชาติ” พิมพ์เผยแพร่ พ.ศ.2519 จิตรสรุปว่าที่อยู่ของคนเผ่าไทย อาศัยอยู่กระจัดกระจายในบริเวณทางตอนใต้ของจีนและบริเวณภาคเหนือของไทย ลาว เมขร พม่า และรัฐอัสสัมในอินเดีย และให้ความเห็นเกี่ยวกับน่านเจ้าว่า น่านเจ้าเป็นรัฐทางใต้สุด เดิมจีนเรียกอาษาจักรไต - หลอหลอ (น่านเจ้า แปลว่า เจ้าทางทิศใต้)
จะเห็นได้ว่าในบรรดานักวิชาการที่เชื่อว่าอดีตของเผ่าไทยอยู่กระจัดกระจายใน บริเวณตอนใต้ของจีนและบริเวณทางเหนือของไทย ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา และรัฐอัสสัม และอินเดีย ต่างก็มีทัศนะที่ต่างกันในรายละเอียด โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับอาณาจักรน่านเจ้าและนักวิชาการกลุ่มนี้เริ่มศึกษาค้น คว้าเรื่องราวของคนไทยโดยอาศัยหลักฐานหลายด้าน ทั้งด้านนิรุกติศาสตร์ มานุษยวิทยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี
4. กลุ่มที่เชื่อว่าถิ่นเดิมของไทยอยู่บริเวณประเทศไทยปัจจุบัน
พอล เบเนดิคท์ (Paul Benedict) นักภาษาศาสตร์และมนุษยวิทยาชาวอเมริกัน ค้นคว้าเรื่องเผ่าไทยโดยอาศัยหลักฐานทางภาษาศาสตร์และสรุปว่า ถิ่นเดิมของไทยน่าจะอยู่ในดินแดนประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อประมาณ 4000-3500 ปีมาแล้ว พวกตระกูลมอญ เขมร อพยพมาจากอินเดียเข้าสู่แหลมอินโดจีนได้ผลักดันคนไทยให้กระจัดกระจายไปหลายท างขึ้นไปถึงทางใต้ของจีนปัจจุบัน ต่อมาถูกจีนผลักดันจนอพยพลงใต้ไปอยู่ในเขตอัสสัม ฉาน ลาว ไทย และตังเกี๋ย จึงมีกลุ่มชนที่พูดภาษาไทยกระจัดกระจายไปทั่ว
นักวิชาการไทย นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ให้ความเห็นว่าดินแดนไทยปัจจุบันเป็นที่อาศัยของหมู่ชนที่เป็นบรรพบุรุษของไ ทยปัจจุบัน มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสรุปว่าบรรพบุรุษไทยอยู่ในดินแดนประเทศไท ยมาตลอด เนื่องจากหลักฐานทางโบราณคดีได้แสดงถึงความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมรวมทั้งการศ ึกษาเปรียบเทียบลักษณะโครงกระดูกที่ขุดพบ
5. กลุ่มที่เชื่อว่า ถิ่นเดิมของไทยอาจอยู่ทางบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
หรืออินโดจีน หรือบริเวณคาบสมุทรมลายู และค่อย ๆ กระจายไปทางตะวันตก และทางใต้ของอินโดจีนและทางใต้ของจีน
กลุ่มนี้ศึกษาประวัติความเป็นมาของชนชาติไทยด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์บนรากฐาน ของวิชาพันธุศาสตร์ คือการศึกษาความถี่ของยีนและหมู่เลือดและการศึกษาเรื่องฮีโมโกลบินอี เช่น นายแพทย์สมศักดิ์ พันธุ์สมบุญ ได้ศึกษาความถี่ของยีนและหมู่เลือด พบว่าหมู่เลือดของคนไทยคล้ายกับชาวชวาทางใต้มากกว่าจีนทางเหนือ จากการศึกษาวิธีนี้สรุปได้ว่า คนไทยมิได้สืบเชื้อสายจากคนจีน
ส่วนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับฮีโมโกลบินอีนั้น นายแพทย์ประเวศ วะสี และกลุ่มนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น สรุปว่า ฮีโมโกลบินอี พบมากในผู้คนในแถบเอเชียอาคเนย์ คือ ไทย ลาว พม่า มอญ และอื่น ๆ สำหรับประเทศไทยผู้คนทางภาคอีสานมีฮีโมโกลบินอีมากที่สุด (คนจีนเกือบไม่มีเลย)
สรุป ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวงการศึกษามีมากขึ้นและมีการแตกแขนงวิชาออกไปมากมาย เพื่อหาคำตอบเรื่องของมนุษย์และสังคมที่มนุษย์อยู่ ทำให้ความรู้และความเชื่อเดิมของมนุษย์ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้ความเชื่อในเรื่องถิ่นกำเนิดของคนไทยซึ่งอยู่ที่มณฑลเสฉวนและทาง ภูเขาอัลไตจึงถูกวิพากษ์ถึงความสมเหตุสมผล และเมื่อมีการประสานกันค้นคว้าจากสหวิชาการจึงได้คำตอบในแนวใหม่ว่าคนเผ่าไท เป็นเผ่าที่อยู่กระจัดกระจายในแนวกว้างในบริเวณตอนใต้ของยูนนาน ทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรัฐอัสสัมของอินเดีย พื้นฐานความเชื่อใหม่นี้อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้ทราบได้ว่า คนเผ่านี้รู้จักกันในชื่อต่าง ๆ ในแต่ละท้องถิ่น เช่น ไทใหญ่ ไทอาหม ผู้ไท ไทดำ ไทขาว ไทลื้อ ไทลาว ไทยวน เป็นต้น การค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดียังสอดคล้องกับการค้นคว้าทางด้านนิรุ กติศาสตร์และภาษาศาสตร์ที่พบว่า คนในบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เรียกชนชาติไทยว่า ชาม ชาน เซม เซียม ซียาม เสียมบ้าง และในภาษาจีนเรียกว่า ส่าน ส้าน (สำหรับคนไทโดยทั่วไป) และเซียม (สำหรับไทสยาม) และความหมายของคำที่เรียกคนไทก็มีความหมายสอดคล้องกับลักษณะชีวิตทางด้านสัง คมและการทำมาหากินของคนไทยเช่นคำว่า “ส่าน” ซึ่งเป็นคำภาษาจีนเรียกคนไท แปลว่า “ลุ่มแม่น้ำ” ความหมายนี้มีลักษณะสอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาติไทที่ก่อตั้งชุมช นขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำและทำอาชีพกสิกรรม รู้จักทำทำนบหยาบ ๆ พร้อมทั้งคันคูระบายน้ำคือ เหมือง ฝาย รู้จักใช้แรงงานสัตว์และใช้เครื่องมือในการทำนา เช่น จอบ คราด ไถ
ปัจจุบันการศึกษาค้นคว้าเรื่องถิ่นเดิมของชนชาติไทย และคนไทยในประเทศไทยปัจจุบัน คือการหันมาให้ความสนใจทางด้านวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องเชื้อชาติ เพราะไม่มีเชื้อชาติใดในโลกนี้ที่เป็นเชื้อชาติบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่เหนือชน เชื้อชาติอื่น ดินแดนประเทศไทยเป็นทางผ่านที่คนหลายเผ่าพันธุ์ หลายตระกูลเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งรกราก ประเทศไทยเป็นแหล่งสะสมของคนหลายหมู่เหล่าก่อนที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นรัฐประชา ชาติที่เรียกว่าประเทศไทย ดังนั้นการเป็นคนไทจึงควรมองที่วัฒนธรรมไทยมากกว่าเรื่องเชื้อชาติ
บรรณานุกรม
กาญจนี ละลองศรี. เรื่องถิ่นกำเนิดคนไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม 2528.
วินัย พงศ์ศรีเพียร. “งานสืบค้นเรื่องชนชาติไทยในเอกสารจีนโบราณ” วารสารอักษรศาสต์. ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2537.
สมาคมมิตรภาพไทย – จีน. ประวัติศาสตร์ชนชาติไทยก่อนสมัยสุโขทัย. 2530.
สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. ประวัติศาสตร์ไทย เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2540.
หลักฐานเกี่ยวกับกลุ่มชนชาวไทย
จากร่องรอยทางโบราณคดีและหลักฐานตำนานต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าประมาณได้ว่าประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 ชนชาติไทยได้มาตั้งมั่นอยู่แล้ว ทางภาคเหนือของดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันมีการก่อตั้งเมื่อต่าง ๆ ซึ่งปรากฏชื่อในตำนาน เช่น เวียงหิรัญนคร เงินยางเชียงแสน เวียงไชยปราการ และเวียงฝาง เป็นต้น เมืองเหล่านี้มีลักษณะการปกครองแบบรัฐ
อย่างไรก็ตาม นอกจากร่องรอยทางโบราณคดีและหลักฐานทางตำนานแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอื่น ๆ เกี่ยวกับนครรัฐไทยเหล่านี้ เราจึงไม่ค่อยทราบความเป็นมา สภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของนครรัฐไทยในระยะแรก ๆ
ส่วนหลักฐานที่ปรากฏในจารึกและภาพหลักศิลาของชนชาติอื่น ๆ นั้น จารึกของอาณาจักรจามปา พ.ศ.1593 ณ วิหารโปนาการ์ เมืองญาตรัง ประเทศเวียดนามปัจจุบัน ได้กล่าวถึงพระเจ้าชัยปรเมศวร ทรงบูรณะพระปฏิมาเจ้าแม่ภควดีที่วิหารแห่งนี้ และได้ทรงอุทิศทาสเชลยศึกถวายเป็นข้าพระ ในบรรดาทาสที่อุทิศถวายนี้มีทาสเชลยศึกชาวสยามอยู่ด้วย
ในจารึกพม่า ปรากฏคำว่า “สยาม” เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.1663 และในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ได้ปรากฏภาพหลักศิลานูนต่ำ ที่ระเบียงชั้นนอกของ ปราสาทนครวัดในเมืองพระนครหลวง ประเทศกัมพูชาปัจจุบัน เป็นภาพ กองทัพชาวสยาม ตามเสด็จขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656 – หลัง พ.ศ.1668) พระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจักรเขมร
จากหลักฐานต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เราทราบว่า ชนชาติไทยได้เข้ามาตั้ง ถิ่นฐานอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันเป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนการก่อตั้งอาณา จักรสุโขทัย สันนิษฐานว่าชนชาติไทยคงจะได้แผ่กระจายอยู่ทั่วไปในอาณาบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้ าพระยา และอาจจะลงไปถึงคาบสมุทรภาคใต้ การปกครองของกลุ่มชนที่กำลังมีอำนาจอยู่ในแหลมอินโดจีนขณะนั้น คือ ชนชาติมอญ และชนชาติเขมร
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ชนชาติมอญได้เสื่อมอำนาจลง ดินแดนในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของอาณาจักรเขมรป ระมาณ 200 ปี แต่ในช่วงระยะ 200 ปีนี้ อำนาจทางการเมืองของเขมรไม่คงที่ บางครั้งเข้มแข็ง บางครั้ง อ่อนแอ ช่วงที่เขมรมีอำนาจมาก คือ ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545 – 1593) พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656 – หลัง พ.ศ.1688) และพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1742 – ราว พ.ศ.1760)
หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรเขมรได้เสื่อมลงมาก ทำให้นครรัฐและแว่นแคว้นของคนไทยตั้งตนขึ้นเป็นอิสระ ประวัติศาสตร์ไทยที่มีหลักฐานแน่นอนจึงเริ่มขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 18
หนังสืออ้างอิง
กาจญนี ละอองศรี. เรื่องถิ่นกำเนิดของไทย. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ศิลวัฒนธรรม, 2528.
สุโขทัยธรรมาธิราช. ประวัติศาสตร์ เล่ม1. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2540.
คนไทและการตั้งหลักแหล่ง
ชนชาวไทมีประวัติความเป็นเชื้อชาติไทมาแต่ก่อนพุทธกาล ในปัจจุบันชาวไทอาศัยอยู่ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งแบ่งตามภูมิศาสตร์ได้ ดังนี้
1. กลุ่มไทตะวันตก ได้แก่ ไทอาหม ไทคำตี ไทใหญ่
1.1 ไทอาหม อยู่ในราชอาณาจักรอาหมเดิม บริเวณลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร ส่วนใหญ่จะอยู่ในแคว้นอัสสัมของประเทศอินเดีย ปัจจุบันถูกวัฒนธรรมอินเดียเข้าครอบงำเป็นอันมาก
1.2 ไทคำตี อาศัยอยู่ในภาคเหนือของสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า หรือ ตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำอิรวดี มีไทคำตีบางส่วนอพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไทคำตีนี้ได้รับวัฒนธรรมของพม่าเข้าครอบงำมากเช่นกัน
1.3 พม่าเรียก “ไทใหญ่” ว่า ฉานหรือชาน แต่ไทพวกนี้นิยมเรียกตนเองว่า “ไทใหญ่” หรือ “ไทหลวง” หรือ “โตโหลง” ทั้งนี้เพื่อให้แตกต่างกับชื่อพวกไททางใต้ซึ่งพวกเขานิยมเรียกว่า “ไทใต้” หรือ “ไทตาเออ”
ชาวไทในประเทศไทยเรียกไทใหญ่ว่า “เงี้ยว” ไทใหญ่หรือพวกเงี้ยวนี้อาศัยอยู่ตาม ลุ่มแม่น้ำและภูเขาในเขตสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่าทางภาคเหนือของยะไข ่ และตะนาวศรี ส่วนในประเทศไทยอาศัยอยู่มากในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก
2. กลุ่มไทใต้
กลุ่มไทใต้ ได้แก่ ไทในประเทศไทย ซึ่งเป็นชาวไทกลุ่มเดียวที่มีเสรีภาพ และเป็น รัฐอิสระและเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม อย่างไรก็ดีภาษาที่ใช้ในประเทศไทยนี้ ได้รับอิทธิพลจากภาษาอื่น ๆ ทำให้มีคำใหม่ ๆ ซึ่งชาวไทจากที่อื่นอาจจะไม่เข้าใจ
2.1 ไทโคราช เป็นชาติพันธุ์ไทที่อาศัยอยู่ในเขตนครราชสีมา บางส่วนของจังหวัดชัยภูมิและจังหวัดบุรีรัมย์ ภาษาที่ใช้เหมือนกับภาษาในภาคกลางของประเทศ แต่มักจะใช้เสียงเอกแทนเสียงโท เช่น คำว่า ม่า แทนคำว่า ม้า ใช้คำว่า เสื่อ แทนคำว่า เสื้อ เป็นต้น ชาวไทโคราชมีวัฒนธรรมเชื่อมโยงระหว่างไทภาคกลางกับชาวไทภาคกลางในภาคอีสาน
2.2 ไทปักษ์ใต้ เป็นชาติพันธุ์ไทยที่มีส่วนผสมกับชาวมาเลเซียหรือพวกเงาะ เป็นชาวไทที่อาศัยอยู่ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงสุดเขตดินแดนที่ติดต่อกั บประเทศมาเลเซีย
3. กลุ่มไทลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่
3.1 ไทยเหนือ ซึ่งเรียกตนเองว่า “ไทโหน” หรือ “ไทเหนอ” อาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลฮุนหนำ (ยูนนาน) ลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน พูดภาษาไทลื้อ มีวัฒนธรรมในด้านการแต่งกายและอื่น ๆ คล้ายคลึงกับชาวจีน แต่ยังพูดภาษาไทคล้ายไทลื้อ คนไทพวกนี้รวมถึงคนไทในสิบสองพันนาในมณฑลฮุนหนำของจีนด้วย
3.2 ไทลื้อ เป็นไทสาขาหนึ่งของชาติอ้ายลาว ในปัจจุบันไทลื้ออาศัยอยู่สิบสองพันนา (หนังสือบางเล่มเขียนว่าสิบสองปันนา)
3.3 ไทเขิน ชาวไทเขินนี้เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า ไทเกิ๋น ชาวไทเกิ๋นนี้มีความใกล้ชิดกับพวกไทลื้อ ไทยวน และไทลาว ไทเขินใช้ภาษาและตัวหนังสือคล้ายกับภาษาลาว เชื่อกันว่าพระเจ้ามังรายกษัตริย์ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่มีเชื้อสายเป็นไทเข ิน ปัจจุบันนี้มีไทเขินอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย
3.4 ไทยวน (พึงสังเกตคำว่า “ยวน” ซึ่งต่างกับคำว่า “ญวน”) ไทยวนได้แก่ ชาวไทในล้านนา เป็นไทที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นส่วนมาก บางครั้งเรียกว่า ชาวโยน โยนะหรือโยนก ต่างกับชาวญวนซึ่งเป็นคนละเชื้อชาติกับไท ซึ่งหมายถึงชนชาติเวียดนามอยู่ในเขตตังเกี๋ย ปัจจุบันไทยวนอาศัยอยู่ในภาคเหนือโดยทั่ว ๆ ไป เช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ และน่าน ภาษาไทยวนคล้ายกับภาษาลื้อและเขิน มีอักษรซึ่งเรียกว่า อักษร ล้านนา ซึ่งมีส่วนคล้ายกับอักษรพม่า และลาวในลุ่มแม่น้ำโขง
3.5 ลาว ชาวไทยเรียกคนไทที่อยู่ในภาคอีสานของประเทศไทยและในเขตประเทศลาวว่า “ลาว” ภาษาลาวคล้ายภาษาไทยและไทใหญ่ แต่จะมีคำบางคำซึ่งแตกต่างออกไปบ้าง แต่พอจะสังเกตได้ว่าเป็นชาวไทเช่นเดียวกันกับคนไทยในภาคกลาง
3.6 ไทละเลิง ย่อ ย้อย นี้จะพบมากในฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ในประเทศไทยมีอาศัยอยู่ในจังหวัดสกลนคร และนครพนม
4. กลุ่มไทยในที่สูง
4.1 ไทดำ อยู่ในแคว้นสิบสองจุไทหรือสิบสองเจ้าไทระหว่างแม่น้ำแดงกับแม่น้ำดำของสาธาร ณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมืองสำคัญของไทดำเดิมเรียกว่าเมืองแถง ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า เดียนเบียนฟู
ไทดำได้อพยพเข้ามาอยู่ตอนเหนือของสาธารณัฐรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและเลยเข ้ามาอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทางภาคเหนือของประเทศไทยด้วย ไทดำพูดภาษาไทเหมือนไทอื่น ๆ นับถือพุทธศาสนาและวิญญาณของบรรพบุรุษ บางท่านกล่าวว่าไทดำเป็นกลุ่มเดียวกันกับชาวจ้วงในประเทศจีน
4.2 ไทขาว อาศัยอยู่บริเวณชายแดนมณฑลฮุนหนำหรือยูนนาน แม่น้ำแดง แม่น้ำดำ ไทขาว นับถือพุทธศาสนาและวิญญาณบรรพบุรุษตลอดจนถึงพระภูมิเจ้าที่ ชาวเวียดนามเรียกไทขาวว่า “ไทโท” หรือ “ไทตรัง” คำว่า “โท” แปลว่า “แผ่นดิน” ที่ชาวเวียดนามเรียกเช่นนั้นเพราะไทขาวเป็นผู้ที่ชอบทำการเพาะปลูกเป็นอาชีพ
4.3 ไทแดง อาศัยอยู่บริเวณชายแดนของสาธารณรัฐสังคมเวียดนามและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประ ชาชนลาว พูดภาษาคล้ายภาษาไทคำและลาวที่อยู่อาศัยอยู่ในแขวง ซำเหนือ เนื่องจากภาวะสงครามในประเทศทั้งนี้จึงมีไทแดงอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยด้วย
4.4 ไทเหนือหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไทเหนอ อาศัยอยู่ในแคว้นหัวพันทั้งห้าทั้งหกและซำเหนือ แคว้นหลวงพระบาง เชียงขวางและพงสาลี ในประเทสสาธารรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
4.5 ไทพวน ชาวไทพวนอาศัยอยู่แถบเมืองพวนในแคว้นเชียงขวางและหลวงพระบางและมีเชื้อสายไท ยวน อาศัยอยู่ในจังหวัดนครนายก สระบุรี ปราจีนบุรี ฯลฯ
4.6 ผู้ไท คำว่า “ผู้” แปลว่า “คน” ดังนั้นจึงหมายความถึงคนไทนั่นเอง ชายผู้ไทอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยในจังหวัดอุดรธานีและร้อยเอ็ด ชาวไทในท้องถิ่นนั้นเรียกเขตที่ผู้ไทอยู่ว่า “เขตลาวชาว” ผู้ไทมีอยู่มากในบริเวณหัวพันทั้งห้าทั้งหก สิบสองจุไท และภาคเหนือของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
4.7 ซ่ง ซึ่งเป็นชาวไทกลุ่มหนึ่ง เดิมอยู่ในแขวงซ้ำเหนือ อพยพเข้ามาอยู่ในจังหวัดสุโขทัย ลพบุรี สระบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ฯลฯ
5. กลุ่มไทตะวันออก
กลุ่มไทตะวันออกนั้นได้แก่ ชาวไท ต่อไปนี้
5.1 จุงเจีย ชาวจุงเจียอยู่ในมณฑลไกวเจาของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนบางครั้งก็เรียกชาว จุงเจียว่า เดีย อิเจีย อีเจน จุย ปูยี หรือยอย
ด็อกเตอร์ วิลเลี่ยม คลิฟตัน หมอสอนศาสนาซึ่งเคยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปีได้เคยเดินทางไปสอนศา สนาและศึกษาถึงชนชาติไทด้วยตนเอง และได้เรียบเรียงเป็นหนังสือซึ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยหลวงนิแพทย์นิสรรค์ ได้กล่าวถึงชาวไทซึ่งเรียกตนเองว่า “ชาวจุงเจีย” ไว้ว่า “ผู้หญิงจุงเจียไม่ได้รัดเท้าเหมือนหญิงเมี้ยว (จีน) แต่การแต่งกายนั้นใช้เสื้อคับและนุ่งผ้าถุง การแต่งกายชนิดนี้ยังใช้กันอยู่ทั่วไปตามนอก ๆ เมือง แต่ในเมืองไกวยางนั้น ผู้หญิงที่แต่งกายทันสมัย เช่น หญิงรุ่นสาวก็แต่งกายอย่างจีน คือใส่เสื้อหลวมและนุ่งกางเกง ซึ่งเป็นธรรมเนียมแต่งกายของหญิงจีน และโดยเหตุที่ผู้หญิงไม่ได้รัดเท้าเหมือนหญิงจีน จึงได้แลเห็นหญิงจุงเจียไปทำการงานในไร่นามากกว่าหญิงจีน แต่ผู้ชายชาติจุงเจียโดยมากเป็น ชาวนาและแต่งกายอย่างเดียวกับชาวนาจีนและชาวตำบลนั้น ต่อเมื่อถึงคราวมีงานออกหน้าออกตาเขาจึงแต่งกายใช้เสื้อยาวอย่างจีน
5.2 ไทจวง ไทจวงส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลกวางซีและกวางตุ้ง บางครั้งอาจจะเรียกว่า “จ้วง” หรือ ไทโท ตู หรือตูเจน
ไทโท บางครั้งเรียกว่า “ไต” คำว่า “โท” ตามภาษาเวียดนามหมายถึงดิน ไทโทมักจะทำการเพาะปลูกอยู่แถบแม่น้ำแดงและตามเขตมณฑลกวางซี
นอกจากนี้ยังมีพวก ไทตรุงจา (หรือจองเกียหรือฮอยอี) ไทนาง (หรือเกีย นุงเนียง และยาง) ไททูลาว (หรือตูลาว) ปาอี
จากข้อความดังกล่าวแล้วข้างต้นจะเห็นว่าชาวไทเป็นชาติพันธุ์ใหญ่ชาติหนึ่ง แม้จะ ไม่มีสถิติที่แน่นอน แต่พอจะกล่าวได้ว่ามีชาวไทยทั้งหมัดไม่น้อยกว่าร้อยล้านคน ประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในประเทศไทย นอกจากนั้นกระจัดกระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ นับแต่ภาคตะวันออกของอินเดียทางเหนือของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพ ม่า ทางใต้ของจีนในมณฑลฮุนหนำ ไกวจิ๋ง กวางซี กวางตุ้ง และอาจจะมีบางเผ่าซึ่งยังอาศัยอยู่เหนือขึ้นไปในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ประเทศเกือบทั้งหมดเป็นชาติพันธุ์ไท นอกจากนี้ก็มีชาวไทอยู่ในทางตอนเหนือของประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สำหรับในประเทศไทยนั้นชาวไทยอยู่กับเต็มประเทศมาเลเซีย เช่น ในรัฐไทรบุรี เป็นต้น จะเห็นได้ว่าชาวไทอาศัยอยู่ในพื้นที่หลายล้านตารางกิโลเมตร
โดยทั่วไปชาวไทจะพูดภาษาพยางค์เดียว และมีเสียงสูงต่ำแตกต่างกันไป บางเผ่าอาจจะมีเสียงสูงต่ำถึง 9 เสียง แต่ส่วนมากจะอยู่ในระหว่าง 5-7 เสียง
ชาวไทเข้าใจภาษาของกันและกันได้มากน้อยตามแต่เผ่าพันธุ์และความใกล้ชิดชาวไท ในประเทศไทยกับชาวลาว ไทลื้อ ไทใหญ่ ฯลฯ ซึ่งจะเข้าใจซึ่งกันและกันได้มาก
ชาวไทดังกล่าวแล้วข้างต้นมีภาษา วัฒนธรรม ความนึกคิดซึ่งคล้ายกัน ชาวไทเหล่านี้แตกต่างกับชาติพันธุ์อื่น ๆ เช่น พม่า ลีซอ มูซอ มูเซอ อีก้อ คนเหล่านี้มีเชื้อสายทิเบตพม่า หาใช่ชาวไทไม่ ส่วนพวกเขมร ขมุ โซส่วย (กุย) ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ศรีษะเกษ อุบลราชธานี และร้อยเอ็ดนั้น เป็นชนเชื้อชาติมอญเขมร
(เก็บความจาก มานุ พิทยาภรณ์ “ความหมายของคำว่าคนไท” ประวัติศาสตร์ชนชาติไทยก่อนสมัยสุโขทัย สมาคมมิตรภาพไทย – จีน จัดพิมพ์ หน้า 46-49.) |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:57 am ชื่อกระทู้: |
|
|
" และเมื่อมีการประสานกันค้นคว้าจากสหวิชาการจึงได้คำตอบในแนวใหม่ว่าคนเผ่าไท เป็นเผ่าที่อยู่กระจัดกระจายในแนวกว้างในบริเวณตอนใต้ของยูนนาน ทางตอนเหนือของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรัฐอัสสัมของอินเดีย พื้นฐานความเชื่อใหม่นี้อาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้ทราบได้ว่า คนเผ่านี้รู้จักกันในชื่อต่าง ๆ ในแต่ละท้องถิ่น เช่น ไทใหญ่ ไทอาหม ผู้ไท ไทดำ ไทขาว ไทลื้อ ไทลาว ไทยวน"
แนวความคิดนี้กำลังเป็นที่สนใจในปัจจุบัน ลองมาดูจากความเห็นของนักเฃี่ยวชาญเรื่องไทยศึกษาจากประเทศจีน นะครับ
คำถามที่ว่า " คนไทยมาจากไหน" เป็นข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการทั้งไทยและต่ างประเทศอย่างมากในระยะเวลา4-5ปีมานี้และหนึ่งในจำนวนนักวิชาการจำนวนมากผู้ เข้าร่วมขบวนการ ค้นหาคำตอบดังกล่าวนี้คือ นักวิชาการชาวจีนนาม เจีย แยนจอง หรือมีชื่อไทยว่า อาจารย์ยรรยง จิระนคร
อาจารย์เจีย แม้จะเกิดที่เมืองจีน แต่ก็มาใช้ชีวิตในวัยเด็กที่ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเรียนหนังสือที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาจนจบมัธยมปีที่ 3 จากนั้นเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ที่วิทยาลัยจงหัว ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนของสมาคมพ่อค้า ยังไม่ทันจบก็มีปัญหาทางด้านการเมืองอาจารย์จึงเดินทางไปเรียนที่เมืองจีน เมื่อจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาจารย์ไม่สามารถกลับประเทศไทยได้จึงกลายเป็นพลเมืองของประเทศจีนนับตั้งแต่ นั้น ปัจจุบันอาจารย์เจียเป็นรองศาสตราจารย์ประจำสถาบันวิจัยเอเซียอาคเนย์ศึกษา (Institute For Southeast Asean Studies) ของมณฑลยูนนาน โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าทางด้านไทยศึกษาและเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน สิบสองปันนา
.........ทำมัยถึงมาศึกษาเรื่องสิบสองปันนา
" หลังจากที่ผมเรียนจบภาควิชาประวัติศาสตร์จากวิทยาลัยครูที่กวางตุ้ง ผมก็มาสมัครงานที่ยูนนาน พอมีโอกาสก็มีโอกาสไปราชการที่สิบสองปันนาซึ่งเดิมทีเดียวผมทราบว่าที่นั่นม ีคนไตอาศัยอยู่การพูดจาของเขาก็คล้ายคนในประเทศไทย พอผมไปอยู่ชั่วแค่เดือนเดียว ผมก็สามารถฟังเขาพูดเข้าใจเลย เพราะว่าสำเนียงเขาคล้ายๆทางปักษใต้ซึ่งผมคลุกคลีมาแต่เด็ก รู้สึกฟังคำสิบสองปันนามันชินหูเหลือเกิน จึงทำให้ผมรู้สึกว่ามันเป็นบ้านเมืองส่วนหนึ่งซึ่งผมเคยเติบโตอยู่ ต่อมาผมก็เข้าใจว่ามันเป็นบ้านเมืองของไตเดิม แม้ไม่ใช่ดั้งเดิมอย่างดึกดำบรรพ์ แต่ก็ดั้งเดิมก่อนสมัยสุโขทัย อาจมาหาคำแปลได้จากคำธรรมดาของคนสิบสองปันนา ทั้งสิบสองปันนาเองก็มีวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ยังคงเหลือไว้ เช่น การเชื่อถือผีสาง วัฒนธรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางด้านประเพณีเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางวิชาการที่จะสืบค้นถึง ศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของคนไทยได้ดีด้วย...ผมคิดว่าจะดีกว่าทางรัฐฉานของพม ่า หรือ ทางหลวงพระบาง ซึ่งเก่าแก่เหมือนกัน ผมเห็นว่าศึกษาเรื่องคนไทยนั้น ถ้าเราถือว่าสิบสองปันนาเป็นโจทย์ จะมีประโยชน์ต่อวงวิชาการไม่น้อย"
........ในด้านการศึกษาสิบสองปันนา อาจารย์ได้เน้นด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ
" ผมได้ศึกษาทางด้านวัฒนธรรมโบราณเป็นส่วนใหญ่ ในแง่ที่ว่าวัฒนธรรมโบราณของสิบสองปันนามาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งผมพบว่าวัฒนธรรมของคนไตสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ ประเภทแรก อันวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไต เช่นการสักตัว การสร้างบ้านยกพื้นสูง การกินหมากหรือเอายางเปลือกไม้มาทาฟัน อีกประเภท เป็นวัฒนธรรมที่รับมาจากจีนซึ่งรับมาจากจีน ซึ่งรับมาจนคนไตมีความรู้สึกว่าเป็นของไตเดิม แต่คนที่มีความรู้เกี่ยวกับจีนก็ต้องบอกว่า นั่นเป็นวัฒนธรรมของจีนเรื่องนี้ทางอาจารย์พิสิฐ เจริญวงศ์ (นักวิชาการด้านโบราณคดีของไทย) ก็เคยแย้งว่า วัฒนธรรมโบราณที่ผมว่ารับมาจากจีนนั้นอาจเป็นของคนไตก็ได้คงต้องศึกษาวิเครา ะห์กันต่อไป "
.............มีความเห็นอย่างไรกับข้อถกเถียงเรื่องคนไทยมาจากไหน
" เป็นปัญหาที่นักวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันเป็นสองทาง คือ ทางหนึ่ง ปฏิเสธว่าคนไทยถอยร่นมาจากจีนอย่างสิ้นเชิง ส่วนอีกทางหนึ่งซึ่งผมและนักวิชาการอื่นๆ พากันให้ความสนใจกันบ้างแล้วคือ ทฤฎีที่ว่าคนไทยถอยร่นมาจากจีน แต่ไม่ใช่ถูกบังคับ หากเป็นการถอยอย่างธรรมชาติ เพราะจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่าอดีตภาคใต้ของจีนมีชนเผ่าหนึ่งซึ่งเร ียกว่า เยะ พูดภาษาไต อาศัยกระจายอยู่ จนเดี๋ยวนี้ลูกหลานของชนเผ่าเยะก็กลายเป็นพวก จ้วง ปูยี หรือหยี ในไหหลำ แม้เขาจะว่าตนไม่ใช่คนไต ก็ตามแต่พวกเขายังพูดภาษาไต และถือเป็นประเพณีดั้งเดิมแบบคนไต เช่นอยู่บ้านใต้ถุนสูง มีการสักตัว และใช้กลองมโหระทึก
ผมไม่เห็นด้วยกับทฤฎีที่ว่าคนไทยไม่ได้มาจากไหน และก็ไม่เชื่อทฤฎีที่ว่ากุบไลข่านทำให้คนไทยต้องถอยร่นลงไปแล้วไปตั้งหลักอย ู่ที่อนาจักรสุโขทัย ผมเชื่อว่าก่อนสุโขทัยจะตั้งขึ้นนั้น ต้องมีคนไตอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆก็มาตั้งอณาจักรได้ เห็นได้ชัดจากอณาจักรสิบสองปันนา ผมเห็นด้วยกับความเห็นของผู้เฒ่าผู้แก่สิบสองปันนาที่ว่า ...ชั่วปู่ชั่วหลานดินแดนสิบสองปันนาเป็นดินแดนของพวกข่าสี่แสนหมอนม้า ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวก มอญ เขมร คือกลุ่ม หว้า ขมุ ในลาว ต่อมาคนไตจึงมาตั้งหลังแหล่งสถาปณาอนาจักรเชียงรุ่งขึ้นในปี ค.ศ. 1180 ในตำนานว่า ขุนเจื่องหรือเพี๊ยะเจื่อง เป็นผู้มาตั้งอณาจักรนี้ซึ่งเป็นเวลาก่อนอณาจักรสุโขทัยเล็กน้อย ผมเห็นว่าคนไตคงมาตั้งหลักแหล่งอยู่สิบสองปันนาอย่างน้อยๆ ต้องมีกระบวนการ 200-300 ปีขึ้นไปจึงตั้งอณาจักรได้ไม่ใช่จู่ๆมาตั้งได้ทันที แม้แต่จดหมายเหตุจีนยังระบุว่าที่นี่เป็นอณาจักรของพวกหมังหมาน อาศัยอยู่บนต้นไม้ มีนกยูง มีการเลี้ยงช้าง ไถนา "
............หมายความว่าได้เกิดอณาจักรต่างๆขึ้นในแถบนี้หากแต่ไม่มีหลักฐานระบุแหล่งกำเหนิดแน่นอน
" ผมเห็นว่าคนไตในยูนนาน พม่า ลาว และไทย มาจากแหล่งเดียวกัน แต่หาหลักฐานยากว่าเป็นจุดไหน จุดที่เพ่งเล็งกันมากจุดหนึ่งคือยูนนาน อีกจุดคือทางภาคเหนือของเวียดนามและ กวางสี ผมเชื่อว่าคนไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับพวก ตระกูลไตที่พูดภาษาไตในประเทศจีน อย่างพวกจ้วง ตุ้ง ฯลฯ นี่ เมื่อ 2,000 -3,000 ปีก่อน เขามีบรรพบุรุษร่วมกัน แต่ต่อมาจึงแยกย้ายออกมาเป็นหลายสาขา คำพูดต่างๆ ยังมีรากศัพย์เหมือนกัน แต่สำเนียงพูดต่างกัน ผมเห็นว่าแหล่งกำเหนิดน่าจะอยู่ทางประเทศจีนแต่เป็นจุดไหน คงต้องรอการขุดค้นทางโบราณคดี และค้นคว้าโดยใช้เทคโนโลยีต่อไป.... |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:58 am ชื่อกระทู้: |
|
|
แหล่งคนไทยอีกแห่งหนึ่งคือ เชียงรุ้งหรือ สิบสองปันนา ซึ่งอยู่ใน มณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ประเทศจีน
ลองมารู้จัก เชียงรุ้งกันครับนำมาจาก http://www.chiangmainews.co.th/site/sipsong/lanna1.htm
นับเป็นการเดินทางครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิตผม เพราะมิใช่เป็นเพียงการเดินทางไปในเส้นทางสายสันติภาพที่เชื่อมต่อพรมแดนประ เทศถึง 3 ประเทศด้วยกันอันได้แก่ จีน ลาว พม่า หากยังเป็นดินแดนลี้ลับที่เคยถูกปิดตายมานานนับศตวรรษ และก็มิใช่เพียงการเดินทางข้ามพรมแดนประเทศที่มีลัทธิการเมืองการปกครองที่แ ตกต่างกัน ทว่าเป็นการเดินทางข้ามพรมแดนของกาลเวลา เพื่อย้อนทวนกลับไปสู่ถิ่นฐานของชนชาติตระกูล "ไท" ที่ยอมรับกันว่าเป็นต้นกำเนิดของชนชาติไทยในเวลาต่อมา รวมทั้งยังมีภาษาพูด วัฒนธรรม ประเพณีที่ใกล้เคียงกับคนไทยในประเทศไทยมากที่สุด
พวกเขาคือชาวไทลื้อ แห่งสิบสองปันนา อันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง นครรัฐซึ่งมั่งคั่งไปด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรม ที่ปัจจุบันถูกแบ่งเขตแดนให้กลายเป็นกลุ่มชนที่มีฐานะเป็นพลเมืองชั้นสองของ ประเทศ ซึ่งถูกครอบงำในหลายๆด้าน จากอารยธรรมและความเป็นอยู่อย่างชาวจีนมาเนิ่นนาน แต่ชาวไทลื้อในสิบสองปันนาก็ยังใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีวัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับคนไทย ผู้เฒ่าผู้แก่บางคนยังพูดภาษาไทย บางคำสื่อสารกันรู้เรื่องกับคนไทยที่ไปเยือน
ภายหลังการเปิดเสรีด้านการท่องเที่ยวรัฐบาลจีนได้เปิดสิบสองปันนาออกสู่สายต าชาวโลกอีกครั้ง หลังจากปิดตายดินแดนแห่งนี้มานานกว่ากึ่งศตวรรษ หลังจากราชวงศ์แมนจูก้าวขึ้นครองอำนาจในจีน ขณะเดียวกันที่ลัทธิล่าอาณานิคมระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสได้รุกคืบเข้ามายัง ดินแดนแห่งนี้ทำให้สิบสองปันนากลายเป็นเขตแดนกันชนของจีน กระทั่งรัฐบาลของพรรคก๊งมินตั๋ง ภายใต้การนำของนายพลเจียงไคเช็ค ได้รวมสิบสองปันนาเป็นแคว้นหนึ่งที่ปกครองโดยรัฐบาลของพรรคก๊กมินตั๋ง ทำให้สิบสองปันนาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของสงครามกลางเ มืองในจีน
หลังปี พ.ศ. 2492 เมื่อกองทัพปลดแอกประชาชนจีนที่นำโดยเหมาเจ๋อตุง ได้รับชัยชนะจากสงครามต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนพลเข้าเขตสิบสองปันน าและสถาปนาสิบสองปันนาเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต ปิดฉากสงครามกลางเมืองที่ยาวนานกว่า 50 ปี และนั่นดูเหมือนโลกได้ประจักษ์ชัดถึงความมหัศจรรย์ของดินแดนสิบสองปันนาที่เ ขียวขจีอยู่ตลอดทั้งปี จนได้รับสมญานามว่า "ไข่มุกสีเขียวแห่งแผ่นดินจีน" อันถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของมณฑลยูนนาน
ปัจจุบัน สิบสองปันนา หรือ เชียงรุ้ง เป็นเขตปกครองตนเองของชนชาติไต แห่งมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน แบ่งการปกครองออกเป็น 3 เมืองใหญ่ อันได้แก่ เมืองเชียงรุ้ง หรือ จิ่งหงในภาษาจีน เมืองฮายและเมืองล้า และด้วยเป็นเมืองในโอบล้อมของเขา ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 20 อาศาเซลเซียส จึงทำให้สิบสองปันนามีอากาศที่เย็นสบาย
ความสำคัญของสิบสองปันนา ไม่ได้อยู่ที่เป็นเมืองขึ้นชื่อในเรื่องการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ทว่าในอดีตจนถึงปัจจุบันเมืองแห่งนี้ยังเป็นถิ่นที่อยู่ดั้งเดิมของชาว "ไท" และหากและกล่าวว่าชาวไทในสิบสองปันนาเป็นบรรพบุรุษแห่งรากเหง้าเผ่าพันธุ์ขอ ง "คนไทย" ในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก ขณะเดียวกันในสิบสองปันนายังมีพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่ที่มีการทำเกษตรกรรมมา นับพันปี
จากประวัติศาสตร์ของจีนที่เกี่ยวข้องกับเมืองสิบสองปันนา หรือที่สมัยนั้นเรียกว่า "เซอหลี่" ได้บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า สิบสองปันนาเป็นดินแดนที่มีความเจริญทางด้านเกษตรกรรมมากที่สุด พวกเขารู้จักใช้แรงงงานช้างในการไถและพรวนดิน มีระบบการชลประทานที่พร้อมบริบูรณ์เพื่อเพิ่มพูนผลผลิตข้าว จึงไม่แปลกใจที่ไปสิบสองปันนาแล้วมองลงมาจากเครื่องบินจะเห็นที่ราบทุ่งนาเข ียวขจี พื้นที่เกษตรกรรมที่ว่ากันว่าข้าวจากที่นี่ใช้เลี้ยงผู้คนกว่าครึ่งในมณฑลยู นนาน
สิบสองปันนาในวันนี้มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งทางตอนใต้ของมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสำคัญในด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับเชียงใหม่มีความพร้อมในด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนส ูงมาก และจากนโยบายของรัฐที่สนับสนุนให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการขนส่งทาง อากาศภาคเหนือ และเพื่อเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ในกลุ่มประเทศอนุภาคลุ่มน้ำโขง จึงทำให้สิบสองปันนามีความสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและคมนาคมของประเทศในพื้นที่สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ
เชียงรุ่ง หรือ เชียงรุ้ง หรือ จิ่งหง ในภาษาจีน คนไทลื้อจะเรียก เจงฮุ่ง เป็นเมืองเอกของสิบสองปันนา มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน คำว่า "เชียงรุ่ง" หมายถึงนครแห่งรุ่งอรุณ ซึ่งตั้งขึ้นตามความหมายขณะที่บรรพบุรุษของชาวไตในสิบสองปันนาชื่อ "พญาอาลาโว" ซึ่งเป็นหัวหน้าได้นำลูกบ้าน 15 คน ไล่ตามกวางทองจนมาถึงดินแดนแห่งนี้แล้วพบเห็นทำเลที่สวยงามจึงตัดสินใจตั้งห ลักแหล่งขึ้น โดยได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 15 หมู่บ้าน เรียกว่า "อาลาวี" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เชียงรุ่ง" ซึ่งพญาอาลาโวได้ไล่ตามกวางทองมาถึงดินแดนแห่งนี้เป็นเวลารุ่งเช้าพอดี บ้างก็ว่าเมื่อครั้งอดีตพระเจ้ากะสะปะเสด็จมาเมืองเชียงรุ้งนั้นเป็นเวลารุ่ งนั้นเป็นเวลาท้องฟ้ารุ่งสว่าง จึงตั้งชื่อเมืองเชียงรุ่ง หรือ เจงฮุ่ง ตามสำเนียงของภาษาชาวไตในสิบสองปันนา
หลังจากมีการจัดการปกครอง "เมืองลื้อ" ขึ้นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ชาวไตลื้อที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ได้ทำการติดต่อกับราชวงศ์ถังของจีน แต่เนื่องจากการติดต่อกับชนชาวฮั่นมีความไม่สะดวกเพราะอยู่ห่างไกลกันมาก ประกอบพูดภาษากันไม่รู้เรื่อง ชาวไตในเมืองลื้อจึงหันมาติดต่อกับทางหนานเจา (เมืองน่านเจ้า) และ ต้าหลี่ (เมืองตาลีฟู) เพราะอยู่ใกล้และพูดคุยกันรู้เรื่อง
เมื่อถึงสมัยพญาเจิง หรือ ขุนเจือง ชาวไตแห่งเมืองลื้อ ประกาศไม่ขึ้นต่ออาณาจักรต้าหลี่และราชวงศ์ซ่งไต้ของจีน ตลอดจนพม่าซึ่งก่อนหน้านั้นเข้ามามีอิทธิพลทางการค้าเหนือเมืองลื้อ พญาเจิงได้ยกทัพไปตีเมืองต่างๆในเขตใกล้เคียงมาไว้ในอำนาจ รวมถึงล้านนา ลาว เชียงตุง สมัยนี้เองที่ได้มีการจัดตั้งเป็นอาณาจักรสิบสองปันนาขึ้น พญาเจิงได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นเจ้าเมืองหอคำเชียงรุ้งองค์แรก (พ.ศ.1703 - 1724) มีกษัตริย์ปกครองถึง 44 พระองค์ จนถึงกษัตริย์สมัยของเจ้าหม่อมคำลือ กษัตริย์องค์สุดท้ายที่ปกครองสิบสองปันนา โดยพระองค์สร้างพระราชวังเวียงผาครางขึ้นบนเนินเขาบริเวณริมฝั่งแม่น้ำลานช้ าง ปัจจุบันพระราชวังถูกทุบทำลายทิ้งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวภูเขาลิง รวมระยะเวลาที่สิบสองปันนาปกครองในระบอบกษัตริย์ยาวนานถึงกว่า 800 ปี
แต่ภายหลังที่กองทัพปลดแอกประชาชนจีน ได้เคลื่อนเข้าไปในสิบสองปันนาเมื่อปี พ.ศ. 2496 แล้วยกฐานะเป็นเขตปกครองตนเองชนชาติไตสิบสองปันนา แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงรุ้ง อำเภอเมืองฮายและอำเภอเมืองล้า มีที่ว่าการเขตปกครองอยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง สังกัดมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Xishaungbanna Dai Autonomous Prefecture" ยุติระบอบกษัตริย์แห่งอาณาจักรสิบสองปันนา เจ้าหม่อมคำลือ เชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายถูกลดฐานะเป็นแค่ประธานกรรมการประสานงานเขตปกครองตน เอง มีชื่อในภาษาจีนว่า "ตาวซื่อซิน"
ในสิบสองปันนามีประชากรทั้งหมดกว่า 7 แสนคน มีชนชาติ "ไต" หรือ "ไท" อาศัยอยู่ประมาณ 2 แสนคน ที่เหลือเป็นคนจีน ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธ ความโดดเด่นของชาวไตลื้อในสิบสองปันนาคือ การสร้างบ้านเรือนด้วยไม้ไผ่ยกเสาสูง ภายในบ้านจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่ใช้เป็นห้องนอนและส่วนที่ใช้รับแขก รอบๆบ้านนิยมปลูกต้นผลหมากรากไม้เอาไว้
จะว่าไปเมืองเชียงรุ้ง นับว่ามีความเจริญเป็นอย่างมาก อาคารพานิชน้อยใหญ่ผุดขึ้นหลายแห่ง บริเวณในเมืองเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่เข้ามาค้าขายสินค้า ถนนในเมืองมีเพียงรถยนต์ไม่กี่คันส่วนใหญ่ชาวจีนนิยมใช้รถจักรยานและมอเตอร์ ไซด์ ริมทางเท้าจะเห็นหญิงสาวในชุดไทลื้อ นุ่งผ้าถุงยาวสวมเสื้อแขนกระบอกเวลอยเดินสวนกับสาวชาวจีนในชุดกระโปร่งสั้น สวมถุงน่องและรองเท้าส้นสูง การผสมผสานระหว่าง "ความใหม่" กับ "ความเก่า" นับเป็นเสน่ห์ของเมืองเชียงรุ้งที่ดำรงอยู่ได้อย่างกลมกลืน
ขณะที่หมู่บ้านต่างๆรอบเมืองจะเป็นหมู่บ้านของชาวไทลื้อ ซึ่งมีวิถีชีวิตและบรรยากาศคล้ายคลึงกับชนบทในบ้านเรา การแต่งกายของชาวไทลื้อ ผู้ชายส่วนใหญ่จะใส่เสื้อผ่าอก แขนสั้นเอวลอย นุ่งกางเกงขายาวใช้ผ้าสีขาวหรือสีน้ำเงินพันรอบศรีษะ ส่วนหญิงชาวไทลื้อจะนิยมใส่เสื้อผ้าสีฉูดฉาด เช่น ขาว แดง น้ำเงิน เหลือง แบบรัดตัวแขนทรงกระบอก นุ่งซิ่นครอมส้น คาดเข็มขัดเงิน
การแวะเวียนไปเยี่ยมพี่น้องที่บ้านเมืองฮัม หรือ กาลัมป้า หมู่บ้านชาวไทลื้อที่อยู่ชานเมืองเชียงรุ้งออกไปประมาณ 30 ก.ม. ทำให้เราได้พบพี่ชายพี่สาวชาวไทลื้อหลายคน ที่ออกปากเชื้อเชิญให้ไปเที่ยวบ้าน เมื่อรู้ว่าเราเป็นคนไทยมาจากประเทศไทย น้ำใจไมตรีเช่นนี้แม้จะหาแทบไม่ได้ในสังคมเมืองกรุง แต่ยังพบได้ในสังคม "ไท" แท้ที่สงบงามอย่างสิบสองปันนา
เหนือสิ่งอื่นใด คือน้ำใจใสบริสุทธิ์และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของพี่น้องไทลื้อแห่งสิบสองปัน นา ที่ยากจะหาแหล่งท่องเที่ยวอันเลิศหรูใดๆมาเทียบเคียง
เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนเชียงรุ้งจะนิยมเดินทางมาเที่ยวที่หมู่บ้านแห่งนี ้เป็นจำนวนมากเพื่อชมวิถีชีวิตของชาวไทลื้อ ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทลื้อในสิบสองปันนามีหลายอย่างที่คล้ายกับไทย ประเพณีที่สำคัญคือเทศกาลขึ้นปีใหม่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 - 15 เมษายน และมีการเล่นสาดน้ำและพิธีรดน้ำดำหัวเหมือนกับเชียงใหม่ไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าชาวไทลื้อสิบสองปันนาจะนิยมเล่นสาดน้ำกันเพียงแค่วันเดียวเท่านั้นคือเฉ พาะวันที่ 15 เมษายน ส่วนในวันที่ 13 - 14 ชาวไทลื้อจะออกไปทำบุญตักบาตรและทำความสะอาดบ้านเรือน
การดำรงอยู่ของกลุ่มชนชาว "ไท" ในท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมของชนชาวจีนในเมืองสิบสองปันนาที่ผสมผสานปนเปกับวัฒ นธรรมแบบดั้งเดิม จะคงเหลืออยู่ต่อไปอีกนานแค่ไหน ในเมื่อสิบสองปันนาเคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ของชาวไทลื้อ แต่วันนี้พวกเขาเป็นเพียงชนชาติส่วนน้อยในจีนและบ้างก็เป็นผู้พลัดถิ่นในดิน แดนไทยและพม่า
หรือนี่คือญาติพี่น้องของไทย ที่เราอาจจะหลงลืมกันไปแล้ว...การเดินทางสัญจรไปยังดินแดนสิบสองปันนา จึงเป็นการเดินทางย้อนทวนกาลเวลาเข้าไปค้นหาต้นรากของเผ่าพันธุ์ "ไท" ที่เหลืออยู่
ขอขอบคุณ
นายสัตวแพทย์ถนอมศักดิ์ เสรีวิชยสวัสดิ์ บริษัทจีเอ็มเอส คลัสเตอร์ เชียงราย
คุณกฤษฎิ์ เตชะเอราวัณ บริษัทเอราวัณ พียูซี เชียงใหม่
ผู้เรียบเรียง
จักรพงษ์ คำบุญเรือง
20/9/47 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:59 am ชื่อกระทู้: |
|
|
อาณาจักรศรีวิชัย
นำมาจาก http://202.129.32.72/TCH/suriyan/Part%20SI.htm
ก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 11 หรือ 12 สิ้นสุดลงประมาณ พุทธศตวรรษที่ 18 – 19
เป็นรัฐชายฝั่งทะเลที่มีอิทธิพลการค้าทางทะเลระหว่างอินเดียกับเมืองจีน รวมทั้งการค้าระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย
จุดเริ่มต้นของอาณาจักรศรีวิชัยมาจากการอ่านศิลาจารึกหลักที่ 23 ซึ่งมีศักราชกำกับว่าเป็นพุทธศักราช 1318
ที่พบทางภาคใต้ของประเทศไทยในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือสุราษฎร์ธานี จารึกมีข้อความที่กล่าวถึง “พระเจ้ากรุงศรีวิชัย” และ
เมื่อนำไปประกอบกับบันทึกของภิกษุอี้จิง (I-Ching) ซึ่งได้เดินทางโดยทางเรือจากเมืองกวางตุ้งมาศึกษาพระธรรมวินัยในปี พ.ศ. 1214
ได้กล่าวว่า เมื่อเดินทางเรือมาได้ 20 วัน ได้แวะอาณาจักรโฟซิ (Fo-Shih) ท่านได้แวะศึกษาไวยากรณ์ภาษาสันสกฤตอยู่ 6 เดือนก่อนที่จะ
เดินทางไปอินเดีย หลังจากศึกษาที่อินเดียอยู่ 10 ปี ได้กลับมาที่โฟซิอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นอาณาจักร ซิลิโฟซิ (Shih-li-Fo-Shih)
ไปแล้ว ศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดย์ สรุปว่าอาณาจักรเซลิโฟซิ ก็คือ อาณาจักรศรีวิชัย อันเป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีอำนาจทางการเมืองมั่นคง
มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมหมู่เกาะต่างๆ บริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรมาเลย์ ตลอดขึ้นมาถึงดินแดนบางส่วนของคาบสมุทร โดยมี
ศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย
นักโบราณคดีหลายท่านมีความเห็นสอดคล้องกับศาสตราจารย์ยอร์จ เซเดย์ เนื่องจากได้พบศิลาจารึก 8 หลัก
บนเกาะสุมาตรา มีอยู่ 2 หลัก กำหนดอายุในช่วงเดียวกับการเดินทางมาถึงของภิกษุอี้จิง อย่างไรก็ตามนักวิชาการ เช่น ราเมชจันทร์ มาชุมดาร์ ควอริทช์-เวลส์ และหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มีความเห็นว่า ศูนย์กลางของศรีวิชัยควรจะอยู่บนคาบสมุทรมาเลย์ โดยเฉพาะหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มีความเห็นว่าจารึกที่กล่าวถึงอาณาจักรศรีวิชัยที่พบที่ไชยา สุราษฎร์ธานี นั้น เป็นจารึกภาษาสันสกฤต ซึ่งตรงกับบันทึกของภิกษุอี้จิง ในขณะที่จารึกที่พบบนเกาะสุมาตราเป็นภาษามลายูโบราณ และเมื่อพิจารณาถึงการเดินเรือเพียง 20 วัน ของภิกษุอี้จิง ควรถึงเมืองไชยา สุราษฎร์ธานี และคงไม่ผ่านเส้นศูนย์สูตรไปถึงเกาะสุมาตรารวมทั้งทางภาคใต้ของประเทศไทยก็ไ ด้พบโบราณวัตถุ โบราณสถาน ซึ่งมีลักษณะที่เรียกว่า “ศิลปกรรมแบบศรีวิชัย” กำหนดอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-18
ลักษณะศิลปแบบศรีวิชัยส่วนมากเป็นศิลปที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน จึงมักพบพระรูปพระโพธิสัตว์ เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระศรีอายิยเมตไตรยโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ไวโรจนะ และศิลปวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพราหมณ์ในลัทธิไวษณพนิกาย นอกจากนั้นยังพบร่องรอยของสถาปัตยกรรมตลอดจนโบราณสถานทั้งในปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา และคาบสมุทรมาเลย์ทางภาคใต้ของประเทศไทย
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโดยกว้างจากปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย มาจนถึงคาบสมุทรมาเลย์ และทางภาคใต้
ของประเทศไทย ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับศรีวิชัยคือ “ศรีวิชัย” ไม่ใช่ชื่ออาณาจักรที่มีศูนย์กลางของอำนาจในทางการเมืองและควบคุมเศรษฐกิจอย ู่เมืองใดเมือง
หนึงเพียงแห่งเดียว แต่ศรีวิชัยเป็นชื่อกว้างๆ ทางศิลปะ และวัฒนธรรมของบ้านเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้าทางทะเลแถบคาบสมุทร กลุ่มบ้านเมืองหรือ
แว่นแคว้นต่างๆ เหล่านี้มีวัฒนธรรมร่วมกันคือ การนับถือพุทธศาสนามหายานและมีรูปแบบศิลปกรรมแบบศรีวิชัยเช่นเดียวกัน แว่นแค้วนและบ้านเมืองทั้ง
บนผืนแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะเกี่ยวข้องกันในลักษณะของสหพันธรัฐที่มีศูนย์กลางอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันแปรทางเศรษฐกิจ
ความสำคัญของศรีวิชัยที่ปรากฏจากจดหมายเหตุของจีนสมัยราชวงศ์ถังคือ เป็นศูนย์กลางการค้าขายสินค้าข้ามสมุทรทางฝั่งทะเล
ตะวันตกและตะวันออก ผ่านช่องแคบมะละกา ดังนั้นจึงได้พบ ลูกปัดจากดินแดนทางตะวันตกและเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งพบเรื่อยลงมาทั้งที่เกาะ
สุมาตราและทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่ในที่สุดความรุ่งเรืองทางการค้าของศรีวิชัยก็ลดลงเมื่อจีนได้พัฒนาเรือที ่ค้าขายและทำการค้าขายโดยตรงกับบ้าน
เมืองที่อยู่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ทำให้เมืองทางแถบคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไท ยรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
ศูนย์กลางของศรีวิชัยอยุ่ที่เมืองใด เป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ อาจมีหลายเมืองสืบต่อกันและเมืองหลวงแห่งแรกคือ ปาเลมบัง เมืองปาเลมบังตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของเกาะสุมาตรา มีแม่น้ำมูสีไหลผ่านตัวเมืองเข้าไปจนถึงแผ่นดินภายในเกาะ สภาพเช่นนี้ ทำให้ปาเลมบังเป็นเมืองท่าที่เหมาะสม สำหรับการขนถ่ายสินค้าจากภายในแผ่นดินออกสู่ทะเล ดังนั้นศรีวิชัยจึงสามารถครอบครองช่องแคบมะละกา ตลอดจนรัฐในคาบสมุทรมลายูทั้งหมด รวมทั้งลังกาสุคะที่ร่วมสมัยกัน
โอ ดับเบิลยู โวลเตอร์ ชาวอเมริกันผู้เชียวชาญประวัติศาสตร์โบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้ เสนอว่า เมืองปาเลมบังเป็นศูนย์กลางของศรีวิชัย เพราะจากการศึกษาทางโบราณคดีพบเมืองโบราณ มีคูน้ำล้อมพระราชวัง มีร่องรอยการค้าต่างประเทศคือ ถ้วยชามกระเบื้องสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ้องตอนต้นของจีน บริเวณภูเขาบูกิตซีกุนตัง และมีจารึกของชาวอินโดนีเซียตั้งแต่ พ.ศ.1225 ที่จารึกไว้ว่ามีแคว้นศรีวิชัยตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านกะรังอันยาร์ ซึ่งอยู่ทางฝ่างด้านเหนือของแม่น้ำมูกับเมืองปาเลมบัง และในจดหมายเหตุของมาเลย์ก็บันทึกไว้ว่าหมู่บ้านกะรังอันยาร์เป็นถิ่นกำเนิด ของผู่ก่อตั้งรัฐมะละกา
เคยมีการตีความกันว่าเมืองนครศรีธรรมราช อาจเป็นเมืองหลวงของศรีธรรมราช อาจเป็นเมืองหลวงของศรีวิชัย เพราะใน พ.ศ. 1318 มีการฝังเสาหินจารึกยอพระเกียรติของศรีวิชัย ที่เมืองนครศรีธรรมราช แต่นักประวัติศาสตร์คนไทยได้คัดค้าน อ้างว่า ศิลาจารึกตันจอ และบันทึกของชาวจูเกาะ ซึ่งตีความได้ว่านครศรีธรรมราชเป็นเพียงเมืองขึ้นของศรีวิชัย และนครศรีธรรมราชคือแคว้นตามพรลิงค์ และยังได้คัดค้านประเด็นที่ว่าเมืองหลวงของศรีวิชัย อยู่ที่เมืองปาเลมบัง โดยได้อ้างบันทึกของพระภิกษุจีนชื่อ อิจิง ที่บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 1214 - 1238 โดยเดินทางมากับเรือพ่อค้าชาวเปอร์เซียจากกวางตุ้งได้ 20 วัน ก็มาถึงเมือง โฟซิ ถึงเมืองไชยา แล้วพักอยู่ 6 เดือน เพื่อเรียนภาษาสันสกฤตแล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองโบราณชื่อเมือง โมโลยู หรือมาลายู อยู่เกาะกลางสุมาตรา พักอยู่ 2 เดือน เพื่อรอลมเปลี่ยนทิศทาง แล้วแล่นเรือกลับผ่านช่องแคบมะละกา 15 วัน ก็ถึงเมืองเกียขะ หรือเคดาร์ (ไทรบุรี) จากนั้นก็ข้ามมหาสมุทรไปอินเดีย จากบันทึกนี้แสดงว่าพระภิกษุอิจิงไม่เคยลงไปถึงเมืองปาเลมบัง แต่พักอยู่ที่เมืองไชยาซึ่งเป็นเมืองสำคัญและยังมีร่องรอยทางโบราณคดี โบราณสถานอีกมากมายที่แสดงถึงวัฒนธรรมของศรีวิชัย จนทำให้เชื่อว่าเมืองไชยาคือเมืองหลวงของศรีวิชัย
ศูนย์กลางของศรีวิชัยจึงเป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ แต่กระนั้นบริเวณคาบสมุทรมลายูก็เป็นส่วนหนึ่งของศรีวิชัยและเป็นศูนย์กลาง
การค้าทางทะเลที่มีชื่อเสียงมาก มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม ประชาชนนับถือศาสนาพุทธมหายานและศาสนาพราหมณ์ ร่องรอยที่เหลือไว้คือโบราณสถาน
และโบราณวัตถุ ทางด้านสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงคือ พระบรมธาตุไชยา เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมทรงมณฑปและเจดีย์ศรีวิชัยที่วัดแก้ว ในอำเภอไชยา
จังหวัดสุราษฎร์ธานี นอกจากนั้นยังมีที่จังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช และพังงา เป็นต้น ส่วนตอนบนของประเทศไทยมีร่องรอยแสดงว่าอิทธิพล
ของศรีวิชัยได้แพร่ขึ้นไปอาจเป็นเพราะเมื่อครั้งสมัยสุโขทัยตอนต้นๆ ได้รับเอาพุทธศาสนาและศิลปกรรมไปจากเมืองนครศรีธรรมราช ทำให้มีสถาปัตยกรรม
แบบศรีวิชัย ที่จังหวัดสวรรคโลก คือ มณฑปวัดเจดีย์เจ็ดแถว และเจดีย์ในวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย รวมทั้งเจดีย์องค์เล็กในวัดพระธาตุ หริภุญชัย เป็นต้น
ทางด้านประติมากรรมมีพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พบที่วัดมหาธาตุ อำเภอไชยา มีพระพิมพ์ดินดิบปาง
ต่างๆ พระพิมพ์ติดแผ่นเงินแผ่นทองทางด้านศาสนาพราหมณ์ได้แก่ เทวรูปพระมาลาแขก เทวรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เป็นต้น
เครื่องมือเครื่องใช้มีเครื่องปั้นดินเผาทำเป็นภาชนะหม้อไห ใช้สีเขียนลวดลายและทำเป็นแบบลูกจันทร์นูนขึ้นมาประดับลวดลายอื่นๆ มีลูกปัดทำเป็นเครื่องประดับ มีเงินกลมใช้เรียกว่า นะโม และเงินเหรียญชนิดหนาใช้แลกเปลี่ยนด้วย มีตราดอกจันทร์อยู่ด้านหนึ่งอีกด้านหนึ่งมีตัวอักษรสันสกฤตเขียนไว้ว่า “วร” ประดับอยู่
ราชวงศ์ที่ปกครองศรีวิชัยคือราชวงศ์ไศเลนทร์ ปกครองตลอดทั่วไปในแหลมมลายูลงไปถึงเกาะต่างๆ ศรีวิชัยมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพราะสามารถควบคุมช่องแคบมะละกาได้ เรือที่ผ่านไปมาต้องแวะพักจอดเรือตามเมืองท่าต่างๆ ของแค้วนศรีวิชัย
ศรีวิชัยมีความสัมพันธ์กับประเทศจีนเป็นอย่างดี มีการส่งคณะทูตไปเจริญสัมพนธ์ไมตรีกับจีนเป็นระยะๆ ประมาณ 12 ครั้ง และใน พ.ศ. 1536 เคยขอความช่วยเหลือจากจีนให้ช่วยปราบกองทัพของชวาที่ยกมารุกราน และใน พ.ศ. 1550 ศรีวิชัยได้ทำสงครามกับแคว้นมะทะรัม ซึ่งอยู่ในชวากลาง และได้รับชัยชนะจึงมีอำนาจเหนือมะทะรัม
กลางพุทธศตวรรษที่ 16 ทำสงครามกับพวกโจละ (Chola อยู่ทางตะวันออกของอินเดีย) เพราะโจละ จะเข้าแย่งชิงผล
ประโยชน์ทางการค้าแถบแหลมมลายูไปจากศรีวิชัย การรบดำเนินมาหลายปี ที่สำคัญเกิดขึ้นใน พ.ศ. 1568 แถบเมืองตักโกละ (ตะกั่วป่า หรือ ตรัง)
เคดาห์ ตูมาสิก (สิงคโปร์) ลังกาสุคะ นครศรีธรรมราช ไชยา แม้จะยึดครองศรีวิชัยไม่ได้แต่สงครามครั้งนี้มีผลให้บรรดาเมืองต่างๆ ที่เคยขึ้นต่อแคว้น
ศรีวิชัยกระด้างกระเดื่องจนถึงขั้นยกทัพมาชิงดินแดนบางแห่ง เช่น พระเจ้าไอร์ลังคะ แห่งแคว้นเคดีรีในชวาตะวันออก ผลจากการทำสงครามกับโจละ
ทำให้ศูนย์กลางจากศรีวิชัยย้ายจากเมืองไชยาไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ต่อมาอำนาจทางการปกครองของศรีวิชัย เปลี่ยนจากราชวงศ์ไศเลนทร์ไป
เป็นราชวงศ์ปทุมวงศ์ กษัตริย์ของศรีวิชัยราชวงศ์ใหม่พยายามรักษาอิทธิพลบนแหลมมลายูไว้ รวมทั้งช่องแคบและหมู่เกาะ
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 ศรีวิชัยเสื่อมอำนาจลงมาก เพราะเกิดจลาจลในคาบสมุทรมลายู และมีแคว้นคู่แข่งเกิดขึ้น
2 แห่งคือ ในชวาตะวันออกมีแคว้น เคดีรี ส่วนทางเหนือมีอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งราชวงศ์มองโกล (พ.ศ. 1803 – 1911) ของจีนให้การสนับสนุน
เคดีรีเขายึดครองบางส่วนของศรีวิชัย คือดินแดนบางส่วนในอินโดนีเซียปัจจุบันไว้ ต่อมาได้สูญเสียคาบสมุทรมลายูให้กับอาณาจักรสุโขทัยที่ยึดนครศรีธรรมราชได้ แล้วสุโขทัยได้แผ่ขยายอำนาจลงมาเรื่อยๆ ศรีวิชัยจึงสลายลงโดยปรากฏจากหลักฐานของมาร์โคโปโล นักสำรวจชาวเวนิส ใน พ.ศ. 1835 ที่แวะเยือนสุมาตราระหว่างเดินทางกลับจากจีน หลังจากที่อยู่ที่จีนได้ 17 ปี มาร์โคโปโลไม่ได้บันทึกเรื่องราวของศรีวิชัยเลย กล่าวแต่ว่ามีแคว้นเล็ก 8 แห่ง จึงตีความได้ว่าศรีวิชัยอาจแตกเป็นแคว้นต่างๆ หรือเมืองต่างๆ 8 แห่ง โดยแต่ละเมืองมีกษัตริย์ปกครอง
พบหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นบ้านเมืองและแคว้นหรือรัฐร่วมสมัยอาณาจักรศรีวิ ชัย (สุจิตต์ วงษ์เทศ และคณะ, 2531 : 58-70) คือ แคว้นไชยา มีขอบเขตตั้งแต่อำเภอท่าชนะ อำเภอไชยา อำเภอเมือง และอำเภออื่นๆ ในเขตจังหวัดสัราษฎร์ธานี มีไชยาเป็นศูนย์กลาง พบศาสนสถานและศิลปกรรมหลายแห่ง เช่น ที่วัดแก้วไชยา พระพุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ แคว้นนครศรีธรรมราช มีขอบเขตในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อที่ปรากฏตามหลักฐานและเอกสารต่างๆ คือ “ตามพรลิงค์” แคว้นสทิงพระ มีขอบเขตจากบริเวณรอบทะเลสาบสงขลาถึงจังหวัดพัทลุง พบร่องรอยโบราณศิลปวัตถุที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา แคว้นปัตตานีมีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา พบร่องรอยเมืองท่าทีสำคัญคือ ตรังและเมืองตะกั่วป่า |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 09/01/2007 7:14 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
[b][b][b][b]คนไทมาจากไหน??????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????/ [/b][/b][/b][/b]  |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
|