| ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป |
| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:21 am ชื่อกระทู้: อารยะธรรมอินเดีย |
|
|
ข้อเขียนโดย ดร.สุนันทา ฟาเบรอ http://www.stjohn.ac.th/University/Press/India/India.html
ลักษณะทางภูมิศาสตร์และความหลากหลายของพลเมือง
อนุทวีปอันเป็นที่ตั้งของประเทศอินเดียถือเป็นอนุทวีปที่ปิดแห่งหนึ่งของ ยูเรเซีย เพราะมีพรมแดนธรรมชาติกั้น คือ ทางตะวันออกมีเทือกเขาของพม่ากั้นการติดต่อกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทางเหนือมีเทือกเขาหิมาลัยแบ่งแยกอินเดียจากจีน ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีเทือกเขาฮินดูกูฏและที่ราบสูงปามีร์กั้นออกจากเอเซีย กลาง ทางตะวันตกมีที่ราบสูง อิหร่านที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายยาวถึง 2,000 กิโลเมตร ก่อนที่จะมาถึงดินแดนลุ่มน้ำไทกรีสและยูเฟรตีส แต่ทางนี้นี่เองที่มีทางผ่านที่สำคัญ คือ ทางแม่น้ำกาบูล และทางช่องแคบไคเบอร์ ที่พวกศัตรูเข้ามาโจมตีอินเดีย ทางที่กองทัพม้าผู้รุกรานจากสเตปใช้นี้เชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหมได้ ดังนั้นต่อมาจึงเป็นเส้นทางที่คณะสอนศาสนา ศิลปินและกองคาราวานของพวกพ่อค้าใช้เป็นทางถ่ายทอดอารยธรรมระหว่างตะวันออกก ลาง อินเดียและจีน แต่ความสัมพันธ์ทางการค้าจากอินเดียกับประเทศอื่นมักใช้ติดต่อทางทะเล ด้วยการใช้ประโยชน์จากลมมรสุมในการเดินเรือ
ลักษณะของคนอินเดียมีร่องรอยของหลายเชื้อชาติผสมอยู่ เริ่มตั้งแต่ชนดั้งเดิมที่สันนิษฐานว่ามาจากอาฟริกา คือ พวก Proto-Australoid ต่อมามีคนอพยพมาจากทางตะวันตก คือ พวก Paleo-Mediterranians และจากนั้นพวก Caucasoid หรือ Indo-Aryan ที่อพยพมาจากเอเซียกลางเช่นเดียวกับพวกเตอร์กและมองโกล ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์โมกุลของอินเดีย |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:22 am ชื่อกระทู้: |
|
|
1. อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
(Indus หรือ Sindu : ประมาณ 2500-1800 ปีก่อนค.ศ. ตรงกับยุคสำริด)
การค้นพบอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเกิดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1856- 1919 เมื่อมีการสร้างทางรถไฟสายละฮอร์-มุลตัน ขณะที่กำลังขุดทางรถไฟได้ปรากฏซากเมืองๆ หนึ่ง จนกระทั่งค.ศ.1946 กลุ่มนักโบราณคดี มี Marshall, Piggot, Sahni, Banerjee และ Sir Mortimer Wheeler ชาวอังกฤษ ได้ดำเนินการขุดค้นคว้าต่อจนพบเมือง 2 เมือง คือ โมเห็นโจ ดาโร (Mohenjo Daro) ในแคว้นสินธ์ (Sind) และเมืองฮารัปปา (Harappa) ในแคว้นปัญจาปทางตะวันตก
ลักษณะของเมืองมีกำแพงล้อมรอบตัวเมือง มีการวางผังเมืองอย่างดี มีถนนสายตรงผ่านหลายสาย และมียุ้งข้าวส่วนกลาง บ้านมีลักษณะกว้างใหญ่ สร้างด้วยอิฐเผา ประกอบไปด้วยห้องน้ำ ห้องส้วม ท่อถ่ายเทน้ำเสีย มีการขุดพบโลงศพแบบเดียวกับที่พวกสุเมเรียนใช้ เช่นเดียวกับที่พบตราประทับของลุ่มน้ำสินธุที่เมืองเออร์ในซูเมอร์ (ทางใต้ของลุ่มน้ำไทกริสและยูเฟรติส) แสดงให้ทราบว่ามีการติดต่อกันระหว่างคนสองลุ่มแม่น้ำนี้ นอกจากนี้ยังพบหินมีค่า เช่น หยก เทอคอยท์ พบว่ามีการใช้อักษร 270 ตัว และเขียนจากขวาไปซ้าย
ลักษณะของคนเป็นพวก Proto-Australoid คือ ผิวดำ ผมหยิก ทั้งผู้หญิงและผู้ชายไว้ผมยาว ผู้ชายไว้เครา ผู้หญิงชอบเครื่องประดับ โดยเฉพาะต่างหู และนุ่งกระโปรงสั้น พระนุ่งห่มแบบเปลือยไหล่ข้างขวา เช่นเดียวกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนา และพระเจ้า Amenhotep ที่ 3 ของอียิปต์
งานด้านศิลปกรรมมีเครื่องปั้นดินเผาระบายสีลายนก หรือสัตว์ โดยเฉพาะภาพ อีกากับสุนัขจิ้งจอก และมีรูปปั้นคน
ด้านศาสนา รูปเทพเจ้ามีเขา ไม่สวมเสื้อผ้า มีสัตว์ 4 ตัวอยู่รอบข้าง คือ ช้าง เสือ แรด ควาย ตรงเท้ามีกวางหมอบ 2 ตัว บางรูปทำเทพเจ้ามีเขาเดียว เรื่องการบูชายังไม่มี ส่วนเจ้าแม่ถือเป็นเจ้าแม่แห่งสงคราม |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:23 am ชื่อกระทู้: |
|
|
3. อารยธรรมสมัยคุปตะ (320-186 ปีก่อนค.ศ.)
พระเจ้าจันทรคุปต์ ทรงตั้งราชวงศ์โมริยะ ที่ ปรึกษาของพระองค์เป็นพราหมณ์ ชื่อ โคทิลยะ หรืออีกชื่อ คือ ชนกิยะ เป็นผู้มีความรู้ในด้านการปกครอง การบริหาร และการเศรษฐกิจ และใช้ความรู้จากคัมภีร์อรรถศาสตร์มาบริหารประเทศโดยเฉพาะ ในด้าน เศรษฐกิจของประเทศในสมัยของพระเจ้าจันทรคุปต์ มีนักปราชญ์ชาว กรีก ชื่อ Megasthenes มาอยู่ในราชสำนักด้วย ทำให้เราทราบว่ามีการ แลกเปลี่ยนความคิดระหว่างอินเดียและกรีก พระเจ้าจันทรคุปต์ทรงขยายอาณาเขตมาทางตะวันตกจนถึงเขตแดนของอาณาจักรเซเลอคุ สของกรีก ทรงทำสงครามชนะพระเจ้า Nicator แห่งเซเลอคุส พระธิดาของพระเจ้า Nicator ถูกส่งมาเป็นมเหสีของพระเจ้าจันทรคุปต์ที่เมืองปัตลีบุตร ทรงผูกสัมพันธไมตรีกับกรีก ดินแดนประเทศอินเดียสมัยนี้มีแคว้นมคธ แคว้นมาลวะ แคว้นกุจราช แคว้นเบงกอล อาฟกานิสถาน คือ ตีดินแดนกลับคืนมาจากกรีกทั้งหมด Megathenes บันทึกไว้ว่า พระราชวังที่กรุงปัตลีบุตรงดงามมาก พระเจ้าจันทรคุปต์ทรงแบ่งอาณาจักรอินเดียเป็น 3 ภาค แต่ละภาคมีข้าหลวงปกครอง ข้าหลวงเหล่านี้ขึ้นโดยตรงกับพระองค์ ตำแหน่งข้าหลวงมักเป็นการสืบทอดในตระกูล ทรงจัดระบบการปกครองตนเองในชนบท กษัตริย์เป็นเจ้าของที่ดิน ผลิตผลที่ได้หนึ่งในสี่ต้องเข้าท้องพระคลัง รัฐบาลดูแลเรื่องการทดน้ำ มีการสำรวจสัมโนครัว มีการใช้ใบผ่านทางสำหรับคนต่างชาติ มีหน่วยสืบราชการลับดังเช่นประเทศตะวันออกทั้งหลายในสมัยนั้น ทางด้านวิทยาการ ทรงให้สร้างมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ที่สำคัญ คือ มหาวิทยาลัยตักศิลา อันเป็นแหล่งรวมศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ ของตะวันออก
พระเจ้าอโศก (271-231 ปีก่อนค.ศ.)
ผู้เป็นพระนัดดาขึ้นครองราชย์ ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกของอินเดียที่มีอาณาจักรกว้างใหญ่ เพราะทรงทำสงครามขยายดินแดนอยู่เสมอ เมื่อคราวที่ทรงยกทัพไปตีเมืองกาลิงกะ ทรงทอดพระเนตรเห็นคนตายและคนทรมานจากสงครามจำนวนมาก ทำ ให้สลดพระทัย จึงทรงยุติการทำสงคราม หันมาใฝ่พระทัยในทางศาสนาแทน ทรงหันมานับถือศาสนาพุทธ แต่ทรงสนับสนุนศาสนาอื่นให้เท่าเทียมกันด้วย ทรงโปรดให้สลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบนแท่งหินไว้ตามที่ต่างๆ ทั่วอาณาจักรของพระองค์ ทรงให้เขียนคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาบาลี แทนที่จะเป็นภาษาสันสกฤต ทั้งนี้เพื่อให้ คนธรรมดาอ่านได้ ทรงส่งคนไปเผยแพร่ศาสนาพุทธถึงต่างแดน กษัตริย์ของศรีลังกาก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธด้วย
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอินเดียสมัยนี้ เป็นช่วงที่รุ่งเรืองการแบ่งชั้นวรรณะในสังคมมีกฎเกณฑ์ที่ผ่อนปรนลงบ้าง มีการแต่งงานกับคนต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์และคัมภีร์อรรถศาสตร์อนุญาตให้มีการหย่าร้างได้ และหญิงม่ายแต่งงานใหม่ได้ ศาสนาทุกศาสนาได้รับการสนับสนุนจากพ่อค้าและช่างฝีมือ ศาสนาส่วนใหญ่สอนเรื่องอหิงสา และเรียกร้องให้คนทานแต่ผัก (มังสวิรัติ) ในกองทัพยังใช้เทคนิคอยู่เช่นเดิม คือ มี ช้าง ม้า รถรบ และพลเดินเท้า ผู้ที่จะมาบริหารเรื่องการเมือง-เศรษฐกิจต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี การคมนาคมติดต่อเพิ่มขึ้นมากและสามารถติดต่อกันได้กับเมืองหลวง คือ ปัตลีบุตร ใช้แรงงานคนถางป่าเพื่อทำประโยชน์จากที่ดิน มีการขุดเกลือทำเหมืองเหล็กและแร่ธาตุอื่นๆ พวกวรรณะศูทรทำงานกับพ่อค้าและในโรงงาน นับว่าอิสระขึ้น พระเจ้าอโศกทรงใช้ธรรมะมาปกครองบ้านเมือง ไม่ให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทรงสร้างโรงพยาบาลสำหรับคนและสัตว์ด้วย ทรงให้ปลูกไม้ผลไว้ตามทางเพื่อให้คนเดินทางได้รับประทานและได้อาศัยร่มเงาพั กเหนื่อย ทรงสร้างบ้านพักคนเดินทางไว้ทั่วไปด้วย
สมัยราชวงศ์โมริยะ เริ่มต้นงานประติมากรรมสลักหินและงานสถาปัตยกรรม ทำเสาอาคารด้วยหินทราย สลักด้วยลายสัตว์พร้อมคำจารึก เจดีย์ของศาสนาพุทธมีขนาด ใหญ่ขึ้นและตกแต่งมากขึ้น ประติมากรสลักงานชิ้นใหญ่ขึ้น ถ้ำ ตามภูเขาได้รับการตกแต่งใหม่ด้วยงานทางศิลปะ ทางด้านวิชาการตื่นตัวมาก เมืองโบราณอย่างตักศิลารุ่งเรืองขึ้นมาก เพราะเป็นเมืองที่สำคัญทาง วิชาการและการทหาร มีนักศึกษาจากทั่วทุกทิศมาเรียนวิชาแขนงต่างๆ ราชวงศ์โมริยะได้สิ้นสุดลงราว 186 ปีก่อนค.ศ. ตรงกับที่อาณา จักรกรีกเกิดขึ้นมากมายทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียและบัคเทรีย กษัตริย์องค์หนึ่งของกรีก คือ พระเจ้ามีนันเดอร์ทรงหันมานับถือศาสนาพุทธ คนกรีกส่วนใหญ่สมรสกับคนพื้นเมือง คนกรีกและคนเผ่าต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่า ยาวานา (โยนาเป็นภาษาปรากริต หมายความถึง พวกไอโอเนียน, โรมัน, กรีก และชาวตะวันตกอื่นๆ) พวกกรีกนี้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนความคิดทางศิลปะและวิทยาศาสตร์ระหว่างอินเด ียและยุโรป ในขณะเดียวกันก็รับอารยธรรมอินเดียด้วย แต่ในไม่ช้าพวก สากะ (Sakas หรือ Scythians) จากเอเซียกลางได้โจมตีอาณาจักรกรีกจนหมดไป การที่พวกสากะเข้ามาหาแหล่งที่อยู่ทางเหนือของอินเดียนั้น เป็นเพราะโดนจีนซึ่งกำลังขยายเขตแดนไล่มา เผ่าสเตปผู้เร่ร่อนหลายเผ่า เช่น เหยอ-ชิ กุชาน อพยพหนีมาอยู่ที่เอเซียกลาง มาทำสงครามชิงที่อยู่กับพวกที่อยู่ก่อน ในที่สุดเผ่ากุชานได้รับชัยชนะแต่ผู้เดียว ได้ครองดินแดนจากซามาร์คานในเอเซียกลางจนถึงเมืองพาราณสีในลุ่มแม่น้ำคงคา กษัตริย์กุชานองค์ที่ 3 คือ พระเจ้ากนิษกะ เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่พวกกุชาน ทรงครองราชย์ค.ศ. 78 ตรงกับระบบปฏิทิน Sakabda ของอินเดีย พระเจ้ากนิษกะ ทรงนับถือพุทธนิกายมหายาน ทรงโปรด ให้มีการประชุมสงฆ์เป็นครั้งที่ 4 โดยมีพระองค์และพระอาจารย์ คือ วสุมิตร เป็นประธาน โปรดให้จารึกคำสอนของพระพุทธองค์ลงบน แผ่นทองแดง นิกายมหายานเจริญมากในระยะนี้ ทั้งยังทรงอุปถัมภ์ศาสนาอื่นด้วย ทรงใช้เงินมหาศาลในการเผยแพร่มหายาน สร้างงานศิลป กรรมและสถาปัตยกรรมแบบพุทธ อาณาเขตของพระองค์ทางตะวันตกจากเมืองโบฆาราจดตะวันออกที่เมืองปัตนา และทางเหนือจากปามีร์จดตอนกลางของประเทศอินเดียลงมาทางใต้ เมืองหลวง คือ เปชวาร์ หลวงจีนที่เดินทางมาแสวงบุญเขียนเล่าไว้ว่า มีเจดีย์ของพระเจ้ากนิษกะสูงถึง 150 ฟุต ตกแต่งด้วยไม้สูง 50 ฟุต มีร่มทองแดงสูง 88 ฟุต
พวกกุชานครอบครองเส้นทางสายไหมระหว่างจีนถึงอินเดีย สินค้าประเภทฝ้ายจากเบงกอลและกุจราช ขนสัตว์จากทางเหนือของอินเดีย หินมีค่าจากทางใต้ เป็นที่ต้องการของคนต่างชาติ การติดต่อทางการค้าทำให้วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาสู่อินเดีย ดาราศาสตร์ของอินเดียไปสู่โลกตะวันตก คือ กรีกและโรมันเช่นกัน ศิลปะกรีกและโรมันผสมกับศิลปพื้นเมืองของอินเดีย กลายเป็นศิลปะแบบคันธาราษฏร์ นักสอนศาสนาคริสต์เดินทางมาอินเดีย และพระนิกายมหายานเดินทางไปเอเซียกลาง จีน ญี่ปุ่น ส่วนศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเข้าไปที่ศรีลังกา และต่อมาในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 อาณาจักรโรมันกำลังรุ่งเรือง คนโรมันนิยมของหรูและแปลกตาจึงทำการค้ากับตะวันออก และจ่ายค่าสินค้าด้วยเงินและทองทำให้อินเดียร่ำรวย แต่อินเดียไม่ต้องการสินค้าจากโรมัน
ดินแดนทางใต้ของอินเดีย เป็นที่อยู่ของพวกดราวิเดียน ชนพื้นเมืองเดิม มี ผู้สันนิษฐานว่าอาจเป็นพวกที่อยู่ตามลุ่มแม่น้ำสินธุมาก่อน แล้วถูกพวกอารยันบุก รุกหนีลงมาทางใต้ พวกที่ยอมอ่อนน้อมต่ออารยันจะกลายเป็นพวกที่อยู่ในวรรณะศูทรไป มีการจารึกภาษาทมิฬทางใต้ อย่างไรก็ตาม พวกดราวิเดียนก็ได้รับวัฒนธรรมและภาษาของพวกอินโด-อารยันไว้ด้วย ในงานวรรณคดีภาษาทมิฬ กล่าวถึงการค้ากับพวกชนต่างชาติ อาณาจักรสำคัญทางใต้มีเกราลา โชลา ปันดีย์
ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 ตั้งราชวงศ์คุปตะที่เมืองปัตลีบุตร โอรสของพระองค์ ชื่อ พระเจ้าสมุทรคุปต์ ทรงขยายดินแดนออกไปกว้างไกล ทรงทำเหรียญทองสลักเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ แล้วนำไปไว้ที่เสาหินของพระเจ้าอโศก ราชวงศ์คุปตะรุ่งเรืองมากในสมัยของพระเจ้าจันทรคุปต์ ที่ 2 (ค.ศ.376-415) เพราะนอกจากจะชนะพวกสากะแล้ว ทรงรวมดินแดนตะวันออกและทางเหนือไว้ในอำนาจ ให้เมืองอุจเจนเป็นเมืองหลวง อารยธรรมอินเดียเจริญสูงสุด พระราชาทรงสนับสนุนศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี ทรงดูแลกวีและนักดนตรีด้วยพระองค์เอง กวีที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ คือ กลิทัษ
การปกครองสมัยคุปตะเป็นแบบกระจายอำนาจไปตามท้องถิ่น การค้าเจริญขึ้นมาก มีการค้าขายมากขึ้นกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทย พ่อค้าที่ร่ำรวยนิยมบริจาคเงินเพื่อสร้างงานสำคัญทางศาสนา เช่น สถูปที่สัญจี อมาราวาตี ฯลฯ วัดพุทธกลายเป็นเจ้าของที่ดินมากมายเช่นเดียวกับพราหมณ์ วัดฮินดูขนาดเล็กก็มีผู้สร้างขึ้นเช่นกัน
มีการฟื้นฟูวรรณคดี มหากาพย์รามายนะและมหาภารตะได้รับการรวมรวบและเรียบเรียงใหม่ ภาษาสันสกฤตกลายเป็นภาษาของผู้รู้หนังสือและเป็นภาษาที่ใช้ในราชการ มีหนังสือกามสูตรเกิดขึ้น เป็นหนังสือที่ชี้ถึงความสำคัญของชีวิตคู่และเพศสัมพันธ์
ด้านวิชาการสมัยคุปตะ ตามบันทึกของภิกษุจีนฟาเหียนที่เดินทางมาอินเดียเล่าว่า อินเดียมีโรงพยาบาลมากมาย ผู้คนมีความสุขสมบูรณ์ คุณภาพของการศึกษาดีมาก คนนิยมเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยและที่วัด มหาวิทยาลัยที่สำคัญอยู่ที่พาราณสี ตักศิลา วิดาร์ภา อจันตะ อุจเจน และนาลันทะ คนสามารถเลือกเรียนได้ทุกแขนงวิชา มหาวิทยาลัยอจันตะเก่งทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยนาลันทะมีนักศึกษา 10,000 คน มีห้องบรรยาย 100 ห้อง และห้องสมุดใหญ่หลายห้อง มหาวิทยาลัยมีหอพักให้นักศึกษาจากต่างถิ่นด้วย เป็นที่เลื่องลือกันไปทั่วโลกว่าอินเดียสมัยนั้นเป็นเลิศในเรื่องคณิตศาสตร์ เรขาคณิต ดาราศาสตร์ การแพทย์ และศาสตร์เหล่านี้อินเดียได้ถ่ายทอดไปสู่โลกอื่นต่อมา
ความรุ่งเรืองของราชวงศ์คุปตะสิ้นสุดลงในสมัยพระเจ้ากุมารคุปต์ ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 เมื่อพวกเร่ร่อนจากเอเซียกลาง คือ พวกฮั่น หรือ เฮฟตาไลท์ เข้าครองแดนบัคเทรีย และประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 5 พวกเชื้อสายเตอร์ก-มองโกลเหล่านี้เข้ามาโจมตีจักรวรรดิของคุปตะ ในที่สุดราชวงศ์คุปตะก็สลายไปราวคริสต์ศตวรรษที่ 6
ตั้งแต่ค.ศ. 700 เป็นต้นมาศาสนาพุทธค่อยๆ หายไปจากอินเดีย ศาสนาฮินดูเข้ามาแทนที่ ต่อจากนั้นอินเดียถูกอาหรับรุกราน |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:24 am ชื่อกระทู้: |
|
|
4. อารยธรรมสมัยสุลต่านเตลฮีและสมัยราชวงศ์โมกุล
ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 โมฮัมเม็ดเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เมกกะ เนื่องจากเขาได้ยินเสียงจากกาเบรียลผู้อยู่บนสวรรค์ว่าในโลกนี้มี
พระเจ้าองค์เดียวคือ พระอัลลาห์ ศิษย์ของพระอัลล่าห์ เรียกว่า มุสล”ม ค.ศ. 622 โมฮัมเม็ดออกจากเมกกะไปเมดินา เป็นวันเริ่มต้นปฏิทินมุสลิม
ค.ศ. 630 โมฮัมเม็ดกลับมาเมกกะสร้างหิน Ka'aba เพื่ออัลล่าห์
คำพูดสุดท้ายของโมฮัมเม็ดที่ เมกกะ คือ จงรู้ไว้ว่ามุสลิมทุกคนเป็นพี่น้องกัน จงหลีกเลี่ยงการต่อสู้ซึ่งกันและกัน มุสลิมจงต่อสู้กับคนศาสนาอื่นจนกว่าพวกเขาจะเปล่งวาจาออกมาว่า ลา อิลลาฮา อิลลา อัลล่าห์ (แปลว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดอีกนอกจากพระเจ้าของเรา) ความปราถนาของอัลลาห์ที่บอกโมฮัมเม็ดไว้ เขียนไว้ในคัมภีร์กุรอ่านและใช้เป็นกฎหมายสังคมด้วย ขณะเดียวกัน อาณาจักรไบเซนไทน์และอาณาจักรอื่นในเอเซียตะวันตกอ่อนแอเพราะมีโรคระบาด กองทัพมุสลิมจึงถือโอกาสเข้าโจมตี ได้แผ่นดินหลายแห่ง ทำให้ศาสนาอิสลามมีอิทธิพลมากขึ้น ชาวมุสลิมเชื่อว่าโมฮัมเม็ดเป็นศาสดาองค์สุดท้าย ต่อจากโมฮัมเม็ด เรียกเป็น กาลิฟ ซึ่งต่อจากโมฮัมเม็ดมีอีก 4 คน
มีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้น จากอิหร่านถึงตุนีเซีย เรียกว่า กาลิฟัต เมืองดามัสคัส (ซีเรีย) เป็นศูนย์กลาง มีตระกูล Umaiyads ครองกาลิฟัต
ค.ศ. 711 พวก Umaiyads ตีแคว้นสินธ์และมุลตันได้ ไม่นานศูนย์กลางของ กาลิฟัต มาอยู่ที่แบกแดด ภายใต้การปกครองของกาลิฟตระกูล Abbassids
ดินแดนของอินเดียที่รบชนะมาและปกครองโดยพวก Ismaili (นิกายของอิสลามในอิหร่าน) เปลี่ยนมาเป็นของพวกเตอร์ก-อาฟฆาน เกิดชาติอาหรับที่ยังไม่เป็นมุสลิมขึ้นมากมายในเอเซีย
สมัยเตอร์ก-อาฟฆาน (ค.ศ. 1000-1526) กาลิฟ Abbassids แห่งแบกแดด จ้างทหารเตอร์กมาคุ้มครองตนเอง และมาไว้ในกองทัพเพื่อทำสงครามเผยแพร่ศาสนา เนื่องจากตอนนั้นแบกแดดมีศัตรู คือ อิหร่านและพวกอาหรับ
ค.ศ. 961 กษัตริย์ราชวงศ์ Samanid (ค.ศ.864- 1005) ของอิหร่านแต่งตั้งให้ผู้นำทหารเตอร์กคนหนึ่งเป็นเจ้าครองแคว้น Khurasan แต่หนึ่งปีต่อมาเกิดทะเลาะกัน ทหารเตอร์กผู้นี้จึงเข้ายึดแคว้น Ghazni เสีย แล้วยกทัพเข้าตีอินเดียหลายครั้ง โดยเฉพาะที่ปัญจาป เพราะเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ แต่ผู้ที่ตีอินเดียได้ คือ ลูกชายชื่อ มามุด เข้าปล้น เมืองนำของมีค่ากลับไป Ghazni (อัฟกานิสถาน) แล้วตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน กลับไปมีสัมพันธ์กับแบกแดด มามุดกลับไปครอง Ghazni ตามเดิม ไม่อยู่ครองอินเดีย อินเดียจึงอยู่ในสภาพที่เป็นอิสรภาพบ้างไม่เป็นบ้าง จนชาวเตอร์กจาก Ghor ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของ Ghazni มาตี Ghazni ได้ แล้วหันมาสนใจอินเดีย Mohammed Ghori (น้องชาย) ตีได้แคว้นสินธ์และพยายามเข้ารุกรานอาณาจักรราชพุทธ ในแคว้นกุจาราท จนได้รับชัยชนะครองอินเดียเหนือทั้งหมด แล้วมอบให้ทหารของตนไปครอง
มุสลิมครองอินเดียเหนือจนถึง ค.ศ.1311 สมัยสุลต่าน Alauddin มีเจงกีสข่านบุกมาถึงแม่น้ำสินธุแต่ไม่ได้อินเดียจึงกลับไป ทิ้งผู้คนมองโกลไว้ พวกนี้ปรับตัวรับศาสนาอิสลาม เรียกว่า พวกมอสเลม อยู่อินเดียเหมือนประเทศตนเอง
ค.ศ.1326-1327 Mohammed Tughlag ย้ายเมืองหลวงไปที่เทวาคีรี และบังคับให้พลเมืองเดลฮี อพยพไปด้วย เป็นผู้นำเงินเหรียญทองแดงมาใช้และขยายอาณาเขตไปเดดคาน สุลต่านองค์ต่อมา คือ Shah Tuglak ครองราชย์ต่อเป็นองค์สุดท้ายของสมัยสุลต่านเดลฮี เมืองหลวงกลับไปอยู่ที่เดลฮี และมีการสร้างคลองระบายน้ำ
อินเดียตกอยู่ในความครอบครองของอิสลามจนกระทั่งพวกมาราธาตั้งอาณาจักรขึ้นให ม่ราวคริสต์ศตวรรษที่7 พวกมาราธามีอำนาจมาก ภายหลังแพ้ Ahmad Shah of Afghanistan ปอร์ตุเกสเริ่มเข้ามาในอินเดีย (ค.ศ.1505-1515) ผู้สำเร็จราชการ Ameida และ Albuquerque ตั้งสถานีการค้าที่เมืองกัว ศรีลังกา มะละกา และคาบสมุทรอินเดีย
ราชวงศ์โมกุล (ค.ศ.1526-1658) พระเจ้าบาบูร์ สืบเชื้อสายมาจากเจงกีส ข่านและตาแมร์ลัง แห่ง กาบูล (คือ มีเชื้อสายเตอร์ก-มองโกล) เป็นผู้สืบทอดการเผยแพร่อิสลาม ในฮินดูสถานต่อ พระองค์ทรงเป็นนักรบที่กล้าหาญและปกครองประเทศตามแบบเจงกีส ข่าน อาณาจักรของบาบูร์จากโอซุสไปถึงแม่น้ำคงคา และเบงกอล พระองค์ทรงขับไล่ Ibrahim Lodi จากการเป็นสุลต่านเดลฮี ด้วยการใช้เทคนิคการรบที่เหนือกว่า ที่ทรงได้รับมาจากพวกเตอร์ก จากนั้น ทรงเข้าครองเมืองอัครา พระเจ้าบาบูร์นอกจากเป็นนักรบแล้วยังเป็นนักประพันธ์ ทรงเขียนกลอนได้ทั้งภาษาเปอร์เซียและภาษาเตอร์ก ทรงนำวรรณคดีและดนตรีจากเปอร์เซียมาให้อินเดีย เมื่อว่างจากศึกสงครามทรงใช้เวลาไปในการสร้างพระราชวัง สุเหร่า สวน สะพาน ทรงจ้างสถาปนิกมาจากเมืองอิสตันบูล (ตุรกี)
กษัตริย์อินเดียที่มีชื่อว่าเป็นผู้สร้างจักรวรรดิโมกุลที่แท้จริง คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช (ค.ศ.1556-1605) ทรงเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ อาณาจักรของพระองค์กว้างใหญ่ ทรงเป็นนักปกครองที่ชาญฉลาด ที่ทราบว่าการปกครองประเทศใหญ่ที่เต็มไปด้วยพล เมืองหลายเผ่าพันธุ์ หลายศาสนา และหลายภาษา ควรปกครองด้วยวิธีใด การ บริหารการปกครองทรงได้รับอิทธิพลมาจากอิหร่าน ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิง อินเดียเพื่อเป็นตัวอย่าง ยกเลิกภาษีจิซิยา (Jizya = poll tax on non-Moslems) เปิดโอกาสให้คนฮินดูเข้ารับราชการเท่าเทียมกับพวกมุสลิม ทรงแต่งตั้ง ให้ Todar Mall จากราชพุทธมาเป็นผู้นำทหาร ปรับภาษีใหม่ คือ หนึ่งในสามของ ผลผลิตเป็นของรัฐเท่ากันทุกคน Todar Mall ให้คนฮินดูเรียนภาษาเปอร์เซีย เพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งสูงๆ ได้ การผสมกันระหว่างภาษาเปอร์เซียและภาษาฮินดูทำให้เกิดภาษาใหม่ เรียกว่า ภาษาอูรดู เกิดเมืองใหม่ คือ City of Victory เต็มไปด้วยสุเหร่า ราชวัง สถานที่สาธารณะ บ้านเรือน ศาสนาทุกศาสนามีอิสระในการเผยแพร่ศาสนาของตน
กษัตริย์องค์ต่อมา คือ พระเจ้าจาหันกี ทรงอภิเษกสมรสกับหญิงม่ายชาวเปอร์เซีย จากนั้น ค.ศ.1612-1613 เริ่มสมัยล่าอาณานิคมของอังกฤษตอนต้น อินเดียแตกแยกกันภายใน เมื่อ พระเจ้าชาห์จาหัน ขึ้นครองราชย์ต่อจากบิดา ทรงขยายอาณาเขตไปถึงเดคคาน ทรงดำเนินนโยบายแบบอย่างพระเจ้าอัคบาร์ ทรงมีพระทัยกว้างรับทุกศาสนา และคนทุกเชื้อชาติในอาณาจักรของพระองค์ ดัช อังกฤษ ปอร์ตุเกส ฝรั่งเศส ต่างเดินทางเข้ามาค้าขายและเผยแพร่ศาสนา ทรงสร้างสุเหร่ามุก (Pearl Mosque) และทัชมาฮัล (Taj Mahal) ขึ้นที่เมืองอัครา ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา พระเจ้าจาหันกีทรงสละราชสมบัติก่อนสิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์ที่ 3 ขึ้นครองแผ่นดินต่อ ชื่อว่า พระเจ้าโอรังเซป พระองค์ทรงเป็นนักรบ และเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดมาก ทรงสั่งให้กลับมา เก็บภาษีคนที่ไม่ใช่มุสลิม ปลุกระดมมุสลิมให้รวมตัวกันทำลายโรงเรียนและวัดของฮินดู ส่งเสริมแต่อิสลามนิกายซันนี (Sunni) ทรงปลดขุนนางและข้า ราชการเปอร์เซียในวังออกเพราะพวกเขาอยู่ในนิกายชิอาส (Shias) ทำให้อินเดียขาดสัมพันธไมตรีกับอิหร่านและกับพระราชาแห่งราชพุทธ ความไม่สงบในประเทศจึงเกิดขึ้น เกิดสมาคมมาราธาของพวกฮินดูที่รวม ตัวกับพวกราชพุทธและพวกซิกเพื่อต่อต้านราชวงศ์โมกุล
ค.ศ.1729 ทหารเปอร์เซียผู้หนึ่งชื่อ นาดีร์ ชาร์ ยึดเมืองกันดาหา กาบูล และกาซนีซึ่งเป็นของจักรพรรดิโมกุลแห่งเดลฮีได้ ต่อมาค.ศ.1738 ได้ยกทัพมาที่ลุ่มน้ำสินธุ ตีเมืองเดลฮี ทำลายและปล้นเมืองเอาของมีค่ารวมทั้งพระที่นั่งนกยูง (Peacock Throne) ไปเปอร์เซียด้วย เป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์โมกุล
อารยธรรมอิสลามในอินเดีย ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 อารยธรรมอิสลามเข้ามาอินเดียโดยผ่านเปอร์เซีย ชนชั้นขุนนางอิสลามรับธรรมเนียมอินเดีย อิทธิพลจากศาสนาอิสลามเข้มงวดกับผู้หญิงฮินดู จำนวนการแต่งงานวัยเด็กและการ เผ่าหญิงม่ายเพิ่มมากขึ้น ภาษาที่ใช้เป็นภาษาราชการ คือ อูรดู แต่ ไวยกรณ์เป็นไวยกรณ์อินเดียและศัพท์เป็นอาหรับ-เปอร์เซีย เกิดภาษาใหม่หลายภาษา เช่น ฮินดี เบงกาลี ปัจจาบี มาราตี ฯลฯ สุลต่านอินเดียนำกวี นักประวัติศาสตร์และนักปราชญ์ชาวเปอร์เซียมาทำงานในพระราชวัง พระเจ้าบาบูร์สนพระทัยในการศึกษา ทรงนิพนธ์ บันทึกความทรงจำ ของพระองค์ขึ้นมา พระเจ้าอัคบาร์ทรงจัดระบบการศึกษาใหม่ ทรงสร้างห้องสมุดและมหาวิทยาลัยไว้หลายแห่ง จักรพรรดิราชวงศ์โมกุลล้วนเป็นนักสร้างที่ยิ่งใหญ่ ทางด้านศิลปกรรมมีการเลียนแบบการวาดภาพขนาดย่อจากเปอร์เซียเช่นกัน
ทางวรรณคดี มีการแปลหนังสืออุปนิษาทเป็นภาษาเปอร์เซีย โดย Dara Shokoh ทำให้คนยุโรปรู้จักวรรณคดีอินเดีย มหากาพย์รามายณะได้รับการปรับปรุงเป็นภาษาฮินดี
ทางสถาปัตยกรรม อินเดียได้รับอิทธิพลมาจากเปอร์เซีย (ลานด้านใน ประตูโค้ง) ที่เมืองหลวงใหม่ของพระเจ้าอัคบาร์ คือ ฟาเตห์ปูร์สิครี ใกล้เมืองอัครา แสดงสถาปัตยกรรมแบบโมกุลแท้ในการสร้างราชวัง สุเหร่า เช่นเดียวกับหลุมศพของพระเจ้าอัคบาร์ที่สีกันดารา และ วัดโก-แมนดาล ที่โอไดปูร์ แต่งานที่เด่นที่สุด คือ ทัชมาฮัล ประดับด้วยหินมีค่า บนยอดเป็นหินสีขาว เส้นทุกเส้นเข้ากันได้อย่างงดงามกับสวน และน้ำพุ นับเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนั้นมีสุเหร่ามุกของเมืองอัครา เกิดนิกายขึ้นหลายนิกายในหมุ่คนฮินดู เช่น ตันตริก ซิก มาดวา ฯลฯ |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:25 am ชื่อกระทู้: |
|
|
5. สมัยตะวันตกเข้าสู่อินเดีย
อิทธิพลของปอร์ตุเกสในอินเดีย ปอร์ตุเกสเข้ามาอินเดียสมัยโมกุล มาทำการค้าทางฝั่งตะวันออกจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 18 และค่อยๆ หมดไปราวค.ศ.1961 เมื่ออินเดียได้รับอิสรภาพ
วาสโก ดา กามา เป็นผู้ค้นพบเส้นทางเดินเรือมายังอินเดีย โดยอ้อมมาทางใต้ของทวีปอาฟริกา เมื่อมาถึงทะเลอารเบีย ได้กัปตันเรือชาว อาหรับนำมาถึงอินเดีย เขามาถึงเมืองกาลิกัต ทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อเดือนเมษายน1498 และได้รับการต้อนรับจากพระราชาอินเดียอย่างดี เขาเขียนจดหมายทูลกษัตริย์ปอร์ตุเกสให้มาทำการค้าเครื่องเทศและหินมีค่า โลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน
50 ปีที่วาสโก ดา กามา อยู่ที่อินเดีย เมืองกัว และดินแดนรอบๆ ตกเป็นของปอร์ตุเกส มีการทำการค้ากับ กุจราช ซึ่งเป็นแคว้นที่ร่ำรวยมาก ค.ศ. 1524 กษัตริย์ปอร์ตุเกสตั้งวาสโก ดา กามา เป็น Viceroy ประจำอินเดีย แต่ไม่นานก็เสียชีวิต ต่อมาดินแดนรอบๆ กัว เช่น Velhas มีนายทหารปอร์ตุเกส ชื่อ Albuquerque พร้อมทัพเรือเข้ายึดครอง เมื่อก่อนเมืองนี้เคยเป็นเมืองของมอสเล็ม เป็นศูนย์กลางการค้าม้าอาหรับจาก ออร์มุส
นโยบายของ Albuquerque ให้คนปอร์ตุเกสแต่งงานกับหญิงอินเดีย เพื่อต่อไปจะได้คิดว่าอินเดียเป็นประเทศของตน และให้ไปจับจองที่ดินตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วย พวกนี้จึงกลายเป็นเจ้าที่ดิน และพ่อค้าที่ร่ำรวย ต่อมาพวกนี้ร่วมกันทำการต่อสู้ปกป้องดินแดนของตน เมื่อตอนที่สุลต่าน Bijapur และพวกมาราธามารุกราน
ปอร์ตุเกสนำอะไรมาให้อินเดียบ้าง
.การต่อเรือขนาดใหญ่กินน้ำลึก
.วิธีการเดินเรือและการใช้แผนที่เดินเรือ
.การเก็บภาษีผ่านทางให้แก่ปอร์ตุเกส
.ปอร์ตุเกสให้ความคุ้มกันแก่พ่อค้าจากโจรสลัด
.การปฏิวัติทางการค้าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยพวกปอร์ตุเกส คือ มีเรือค้าขายจากจีน ญี่ปุ่น มะละกา ถึงกัวและจากกัวไปลิสบอน จาก ลิสบอนสินค้าถูกส่งไปขายต่อยัง Cadiz(สเปน), Antwerp(เบลเยี่ยม) และ บราซิล ปอร์ตุเกสผูกขาดการค้ากับอินเดียแต่เพียงผู้เดียว
.มีการปลูก ขิง พริกไทย มะพร้าว และเครื่องเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งไปยุโรป แคว้นกุจราช มัดราส และเบงกอล เป็นแหล่งปลูกฝ้ายใหญ่ เพื่อส่งขายยังยุโรป และอาฟริกา
.เงินและทองไหลเข้าสู่อินเดียเพื่อจ่ายค่าสินค้าส่งออก
.ภาษาปอร์ตุเกสกลายเป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่อค้าขายตามท่าเรือของเอเซีย พนักงานของ .East India Company ของอังกฤษจำต้องใช้ภาษาปอร์ตุเกสที่เมือง Surat ด้วย
กัวกลายเป็น Golden Lisbon of the East เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบปอร์ตุเกสมากแห่งหนึ่งในระหว่างค.ศ.1540-1600
ปอร์ตุเกสนำศาสนาคริสต์เข้ามาอินเดีย ตั้งโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล สร้างถนน
ภาษาปอร์ตุเกสเข้ามาผสมในไวยากรณ์และพจนานุกรมอินเดีย
การพิมพ์ หนังสือเล่มแรกเป็นภาษาเบงกาลี แต่ใช้ตัวอักษรโรมัน เป็นหนังสือไวยากรณ์ Manuel da Assumpcao พิมพ์ที่ ลิสบอน เมื่อค.ศ.1743
นักวิชาการปอร์ตุเกสนำความรู้และความคิดทางตะวันตกมาสู่อินเดีย
ด้านงานจิตรกรรม พระปอร์ตุเกสนิกายเยซูอิตนำมาสู่อินเดียโดยเฉพาะสมัยโมกุล
โรงเรียนสอนดนตรีและมหาวิทยาลัยปอร์ตุเกสฝึกนักดนตรีชาวกัว ชาวปอร์ตุเกสฝึกศิลปินและอาจารย์ เพื่อส่งกลับมาสอนที่อินเดีย คนอินเดียรู้จักดนตรีตะวันตก ซึ่งมักเป็นเพลงทางศาสนาและอื่นๆ
ปอร์ตุเกสสอนให้คนอินเดียรู้จักสูบบุหรี่และการปรุงอาหาร มีการนำบุหรี่เข้ามาอินเดียเมื่อค.ศ.1508 ปัจจุบันอินเดียสูบบุหรี่มากที่สุดในโลก และนอกจากนั้นได้นำพันธุ์พืช อันได้แก่ มะเขือเทศ มะละกอ สัปะรด มัน และพริก จากอเมริกาใต้มาปลูกในอินเดีย ถั่วจากอาฟริกาและบราซิล สาคูจากอาฟริกา (ข้าวโพดจากอเมริกา?)
อิทธิพลของอังกฤษ : บริษัทอินเดียตะวันออก เมื่อค.ศ.1585 พ่อค้าอังกฤษ 3 คน (Ralph Fitch John Newburry and William Leedes) อัญเชิญพระราชสาส์นของนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 มาถวายพระเจ้าอัคบาร์ โดยเดินทางมาทางบกถูกปอร์ตุเกสจับตัวไว้ รอดชีวิตมาได้แต่ Fitch เมื่อเขากลับไปอังกฤษจึงได้เขียนเล่าเรื่องราวไว้
ในยุโรป อังกฤษชนะสงครามสเปน และอังกฤษสนใจตะวันออก เพราะคนอังกฤษนิยมเครื่องเทศมาก ปลายศตวรรษที่ 17 การค้าในยุโรปหยุดชะงักเพราะเกิดสงครามในทวีป
ค.ศ.1580 สเปนครองปอร์ตุเกส จึงส่งเครื่องเทศให้ฮอลแลนด์แทนปอร์ตุเกส ตั้งแต่มีการค้นพบเส้นทางทะลไปตะวันออก โดย Vasco da Gama ทำให้ปอร์ตุเกสแย่งการค้าเครื่องเทศจากมอสลิม ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ผูกขาดแต่ผู้เดียว ฮอลแลนด์ก็สั่งเครื่องเทศจากลิสบอนไปขาย ราคาเครื่องเทศสูงขึ้นมาก ทำให้ฮอลแลนด์เดินทางมาหาแหล่งเครื่องเทศทางตะวันออกด้วยตนเอง การผูกขาดการค้าเครื่องเทศของสเปนจึงไม่มีอีกต่อไป การค้าเครื่องเทศของฮอลแลนด์ประสบผลสำเร็จมาก ทำให้เอลิซาเบธที่ 1 ส่งเรือประทับตราประจำพระองค์ออกแสวงหาแหล่งเครื่องเทศเพิ่มมากขึ้น ค.ศ.1600 เรืออังกฤษเดินทางมาอินเดีย 2 ครั้ง เพื่อจับจองแหล่งเครื่องเทศ ครั้งที่ 3 ค.ศ.1608 เดินทางมาด้วยเรือ 3 ลำ มี Hector และ William Hawkins มาเข้าเฝ้าจักรพรรดิจาหันกี Hawkin พูดภาษาเตอร์กอันเป็นภาษาแม่ของมองโกลได้ทำให้พระเจ้าจาหันกีทรงพอพระทัย Hawkin จึงเห็นหนทาง ที่จะทำให้จักรพรรดิทรงโปรดอังกฤษมากกว่าปอร์ตุเกส ก่อนที่จะลงมือทำการค้าอย่างจริงจัง พระเจ้าJames ที่ 1 ทรงให้เงินสนับสนุนอีก แต่ถ้าบริษัทไม่ได้กำไรภายใน 3 ปี จึงระงับ อังกฤษตั้งสถานีการค้าขึ้นที่ Agra, Ahmedabad และ Broach ต่อมาที่ Surat ในปีค.ศ.1619 การครองอินเดียของปอร์ตุเกสเริ่มเสื่อมลง (อังกฤษตั้งโรงงานและสถานีการค้าที่ Surat) สินค้ามีฝ้าย คราม ไหม เกลือ เครื่องเทศ เช่น ขิง พริกไทย อบเชย สินค้าที่ซื้อจากอินเดียในราคา 2 ล้านดอลล่าร์ เมื่อไปถึงอังกฤษขายได้ในราคา 10 ล้านดอลล่าร์
ค.ศ.1613 บริษัทอังกฤษตั้งศูนย์กลางและขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในค.ศ.1614 บริษัทมีเรือถึง 24 ลำ มีผลให้การค้าของอินเดียเจริญขึ้น ค.ศ.1634 อังกฤษดีกับปอร์ตุเกสเป็นครั้งแรกเพื่อกีดกันฮอลแลนด์ออกจากการค้าเครื่องเท ศตามหมู่เกาะต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ อังกฤษกับฮอลแลนด์ไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่ค.ศ.1613 เพราะเรื่องแย่งแหล่งค้าเครื่องเทศ แต่เมื่ออังกฤษตัดสินใจหันมาสนใจอินเดียเพียงประเทศเดียวและทิ้งหมู่เกาะให้ ฮอลแลนด์ การทะเลาะจึงสิ้นสุดลงเมื่อค.ศ.1623 อังกฤษมีสถานีการค้าในอินเดียเพิ่มมากขึ้นเป็น 25 แห่งในค.ศ.1640 ชาและกาแฟ จากอินเดียเป็นที่นิยมของคนอังกฤษมาก ร้านชา กาแฟเกิดขึ้นทั่วไปในอังกฤษ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นเสียก่อน ทำให้ธุรกิจการค้าของบริษัทอิสต์อินเดียต้องซบเซาลง
ความรุ่งเรืองของบริษัทอีสต์อินเดียกลับมาอีกในสมัยพระเจ้าชาร์ลสที่ 2 (ค.ศ. 1660) พระเจ้าชาร์ลสที่ 2 ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงปอร์ตุเกสพระนามว่า แคธรีน ทรงได้รับเกาะบอมเบย์เป็นของขวัญ (ค.ศ.1661) แปดปีต่อมาทรงพระราชทานเกาะนี้ให้แก่บริษัทอีสต์อินเดีย ทรงสนับสนุนบริษัทด้วยการให้อำนาจบริษัทให้รายได้ให้มากขึ้น ให้สิทธิ์ทางกฎหมายในการคุ้มครองคนอังกฤษในอินเดีย และมีสิทธิ์ในการตัดสินใจทำสงครามต่อต้านมหาอำนาจอื่น
ขณะเดียวกันฮอลแลนด์พยายามขับไล่ปอร์ตุเกสออกจากฝั่งมาลาบาร์ และฝรั่งเศสพยายามเข้ามาตั้งสถานีการค้าที่อินเดียเช่นกัน ประมาณค.ศ.1700 เมืองต่างๆ เช่น บอมเบย์ มัดราส คัดดาลอร์ และกัลกัตตา ต่างสร้างป้อมปราการเพื่อป้องกันตนเอง โดยเฉพาะเมืองมัดราส ได้รับคำสั่งจากประเทศอังกฤษให้แยกเป็นเมืองหนึ่งโดยอิสระและสร้าง Fort St.George ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์สั่งการทางฝั่งตะวันออก มี Elihu Yale ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองมัดราสระหว่างค.ศ.1687 ถึง 1692 (Elihu Yale เกิดที่ Boston เมื่อร่ำรวยจากอินเดียแล้วเขามาสร้างมหาวิทยาลัย Yale ที่ Connecticut) เรือของอีสต์อินเดีย บรรทุกสินค้าประเภทผ้ามุสลิน ผ้าไหม เครื่องเทศ ฝิ่น (ไปจีน) และชาไปขายทางตะวันตก
บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศส เกิดขึ้นสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 มาตั้งสถานีการค้าที่เมือง Pondicherry, Chardernagore, Surat, Masupattanan, Kassimbazar, Karikal และ Mahe บริษัทฯไม่ได้รับการสนับสนุนจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงหาทางทำการค้าร่วมกับอังกฤษโดยได้10% จากรายได้ที่ทั้ง 2 บริษัททำได้ แต่บริษัทอังกฤษไม่ค่อยอยากทำการค้าร่วมกับฝรั่งเศส
ผู้ว่าการบริษัทฝรั่งเศสชื่อ Joseph Dupleix ใฝ่ฝันที่จะให้ฝรั่งเศสครองอินเดียเช่นเดียวกับอังกฤษ เขาคิดว่าเรื่องที่ควรทำอย่างเร่งด่วน คือ กำจัดอังกฤษและฮอลแลนด์ออกไปก่อน แล้วจึงค่อยจัดการกับพระราชาอินเดียภายหลัง เขาจึงเกลี้ยกล่อมให้นาบับแห่งแคว้นคาร์เนติค (Nawab of Carnatic) มาเข้าข้างตนด้วยการสัญญาว่าจะหาทางคืนเมืองมัดราสให้ ภายหลัง Dupleix ทำลายเมืองมัดราสและกองทัพของนาบับ เมื่อสงครามในยุโรปสงบ Dupleix สั่งให้หยุดสงครามกับทหารอังกฤษในอินเดีย เมืองมัดราสกลับไปเป็นของอังกฤษเพื่อแลกเปลี่ยนกับเมือง Louisburg ในแคนาดา
คนอังกฤษคนหนึ่งที่มีความคิดต่อต้าน Dupleix เสมอมา คือ Robert Clive เขาถูกส่งมาอยู่อินเดียตั้งแต่อายุ18ปี ในตำแหน่งทนายประจำบริษัทอิสต์อินเดีย แต่ความที่มีนิสัยที่เข้ากับเพื่อนร่วมงานในบริษัทไม่ได้ เขาจึงไปสมัครอยู่ในกองทัพของบริษัทอิสต์อินเดียและตั้งตนเป็นผู้นำทัพ เคยถูกทหารฝรั่งเศสจับไปขัง ทำให้เขาแค้นใจยิ่งนัก จึงพยายามขับฝรั่งเศสออกจากอินเดีย สงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสจึงเกิดขึ้นอีกอย่างไม่เป็นทางการ Dupleix เป็นฝ่ายแพ้สงคราม อังกฤษปลดพระราชาของแคว้น Carnatic ที่เข้าข้างฝรั่งเศสออก และตั้งพระราชาใหม่พร้อมกับค่อยๆ ครองเบงกอลทั้งหมด
ค.ศ.1696 บริษัทอังกฤษสร้าง Fort William ที่เมืองกัลกัตตา ทำความไม่พอใจให้แก่ นาบับ Ali Bardi Khan ที่มีความคิดว่าบริษัทอังกฤษชักจะลุกลามมากเกินไปเสียแล้ว แต่อังกฤษให้เหตุผลว่า สร้างไว้ป้องกันฝรั่งเศสโจมตี เมื่อนาบับ Ali Bardi Khan ตาย นาบับคนใหม่ คือ Siraj-ud-Daula ออกคำสั่งให้ผู้ว่าการบริษัทอีสต์อินเดียประจำกัลกัตตา คือ Drake ให้ยุติการสร้างทันที เพราะทราบว่าอังกฤษต้องการครองอินเดีย แต่ Drake ไม่ฟังเสียงยังคงสร้างต่อ นาบับจึงขอให้ฝรั่งเศสช่วย แต่ตอนนั้นฝรั่งเศสไม่มีอำนาจทางอินเดียเสียแล้ว กองทัพของนาบับต่อสู้กับอังกฤษจนได้รับชัยชนะ ทหารอังกฤษถูกนำไปขังที่คุกที่เรียกว่า Black Hole ที่รู้จักกันมาจนทุกวันนี้ทหารอังกฤษทนร้อนและความแออัดไม่ได้ วันรุ่งขึ้นพบว่าเสียชีวิตถึง 41คน ในจำนวนนักโทษ 65 คน
ค.ศ.1759 Robert Clive และ A. Watson ยกทัพตีเมืองกัลกัตตากลับคืนมาเป็นของอังกฤษ
ถอดนาบับ Siraj-ud-Daula จากบัลลังก์และนำสมบัติอันมีค่ามหาศาลในท้องพระคลังไป บริษัทอีสต์อินเดียเรียกร้องสิทธิในการเก็บภาษีจากรายได้ของพระราชาจากเมือง กัลกัตตาและเมืองรอบบริเวณนั้น ภายหลังจักรพรรดิโมกุล ชาห์ อาลัม ทรงแต่งตั้ง Clive ให้เป็นรัฐมนตรีเก็บภาษีรายได้ของแคว้นเบงกอล, บิหาร์และโอริสสา
ค.ศ.1773 อังกฤษออกกฎหมาย Regulating Act ให้บริษัทอินเดียตะวันออกอยู่ภายใต้รัฐบาลอังกฤษ และตั้ง Warren Hastings เป็นผู้ปกครองคนแรกของเบงกอล เขาเป็นผู้ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอารยธรรมอันเก่าแก่ของอินเดียและพยายามให ้โลกตะวันตกรู้จัก ขณะนั้นอินเดียมีกลุ่มที่มีอำนาจ 3 กลุ่ม คือ สมาคมมาราธา ไนเซมแห่งไฮเดอราบัด และไฮเดอร์อลีแห่งไมซอร์ ทั้งสามตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่ออังกฤษ
ผู้ปกครองคนต่อมา คือ Lord Wellesley สามารถชนะไฮเดอราบัด ไมซอร์ และต่อมาสมาคมมาราธาต้องสลายตัว การสลายตัวนี้มีผลเสีย คือ
ผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
สูญเสียผู้เป็นมันสมองของชาติหลายคน
แคว้นเปชวาร์สูญเสียนายทหารหลายคน เพราะแยกตัวไปตั้งรัฐอิสระใน Gwalior, Indore, Baroda, Berar
ทำให้มอสเล็มไนเซมแห่งไฮเดอราบัดกลับมามีอำนาจใหม่และตั้งอาณาจักรอิสระ
พวกซิกตั้งอาณาจักรใหม่ที่มีอำนาจและเป็นอิสระเช่นกัน
ที่สำคัญ คือ เปิดโอกาสให้อังกฤษเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองในอินเดียมากขึ้น และค่อยๆ เข้าครอบครองอินเดียทั้งหมด
อาณาจักรซิก ทางตอนเหนือของอินเดี ยมีผู้นำซิกที่สำคัญ คือ Rangit Singh (ค.ศ.1799-1839) ที่เป็นผู้ทำให้คนมุสลิม ฮินดู และซิกมีฐานะเท่าเทียมกัน ทางด้านอังกฤษเมื่อได้เมืองเดลฮีและอักราแล้วค.ศ.1849 จึงเข้า มายึดแคว้นปัญจาป ตั้งกฎในการปกครองอินเดียใหม่ ดังนี้
แคว้นอินเดียที่ไม่มีทายาทสืบต่อให้ตกเป็นของอังกฤษ
ให้ลดเงินเดือนพนักงานชาวอินเดียหรือไล่ออกจากบริษัท
ยึดที่ดินของชาวนาอินเดียในเบงกอล
อังกฤษเป็นผู้ผูกขาดการค้า ฝิ่น คราม ปอ ชา
ตั้งโรงเรียนชั้นสูงแบบอังกฤษ
บังคับให้คนอินเดียใช้ภาษาอังกฤษไม่ให้ความสำคัญกับภาษาพื้นเมือง
กฎข้อบังคับเหล่านี้ทำให้คนพื้นเมืองต้องอยู่ในภาวะลำบาก จึงก่อการจลาจล ร่วมกันต่อต้านคนต่างชาติ ในค.ศ.1858 บริษัทอินเดียตะวันออกของชาวอังกฤษสลายตัว อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษที่ปกครองโดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระราชินีวิคตอเรียทรงดำรงตำแหน่งจักรพรรดินีของอินเดียอย่างเป็นทางการเมื่ อค.ศ.1877 อังกฤษสร้างรัฐกันชนขึ้นมาป้องกันรัสเซีย คือ เนปาล ภูฐาน สิขิม และได้บาลุชิสถานมาไว้ในความครอบครอง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คนต่อมา คือ Lord Curzon ได้ทำประโยชน์ และโทษหลายอย่างให้อินเดีย เช่น สงบศึกด้านชายแดนอาฟกานิสถาน สร้างทางรถไฟ สร้างเขื่อน นำเข้าสินค้าจากอังกฤษ ทำให้อาชีพทอผ้า ตามชนบทต้องกระทบกระเทือน สนับสนุนการปลูกปอ (เบงกอล) ชา (ทางใต้) ทำให้อุตสาหกรรมของอินเดียเจริญมาก
เกิดขบวนการชาตินิยมในอินเดีย นักศึกษามหาวิทยาลัยได้รับการศึกษาแบบตะวันตก รวมตัวกันเรียกร้องให้คนรักชาติ ฟื้นฟูศาสนา สมาคมคนรักชาติเกิดขึ้นมากมาย เช่น สมาคมพรหมสมาส ของ Rammohan Roy รวมศาสนาและประเพณีอันเก่าแก่ของอินเดียปรับเข้ากับศาสนาคริสต์ สมาคมของ Dayasnanda Sarasvati ฟื้นฟูพระเวท และสมาคม Ramkrishna รวมประเพณีตะวันตกและของอินเดีย
ค.ศ.1885 มีการตั้งสมาพันธ์ชาติอินเดีย ให้อินเดียมีสิทธิเท่าเทียมอังกฤษให้
คนอินเดียมีสิทธิออกเสียงในสภา
คนอินเดียมีสิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการชั้นสูง
ค.ศ.1896-1897 อินเดียประสบภาวะอดอยากและเกิดโรคระบาดและญี่ปุ่นทำสงครามชนะรัสเซีย ทำให้การต่อต้านตะวันตกมีมากขึ้น เพราะคิดว่าคนเอเซียสู้กับตะวันตกได้ เกิดผู้นำหัวรุนแรง คือ Tilak ไม่พอใจที่อังกฤษแบ่งเบงกอลจึงต่อต้านด้วยการ
ตั้งเมืองที่มีแต่คนอิสลามเป็นส่วนใหญ่
Boycott สินค้าผ้าจากอังกฤษ
วางระเบิดไปทั่ว
ชนกลุ่มน้อยมุสลิมเข้าเป็นสมาชิกสมาพันธ์มุสลิม (ตั้งแต่ค.ศ.1900) เพื่อรักษา ผลประโยชน์ของตนเอง
ค.ศ.1911 รัฐบาลย้ายที่ทำการมาเดลฮี
ค.ศ.1916 สัญญา Lacknow มีข้อตกลงว่าฮินดูและอิสลามต้องการอิสรภาพพร้อมร่วมสงครามกัน เพื่อต่อต้านอังกฤษ ทำให้คนตายมากโดยเฉพาะที่เมืองอมริสสา (ค.ศ.1919)
ค.ศ.1919 เดือนธันวาคม การปฏิรูป Montagu-Chelmsford มีข้อตกลงกันดังนี้
แบ่งอำนาจปกครองในแคว้นต่างๆ
อังกฤษสงวน การตำรวจและการดูแลภาษี
อินเดียได้ดูแลการกสิกรรม อุตสาหกรรม การศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ
ค.ศ.1869-1948 มหาตมะคานธี นำขบวนการรักชาติ กู้ชาติ ปลุกความคิดแบบเก่า และตั้งมั่นในกฎ 3 ข้อ คือ
ความสัตย์จริง
ไม่ใช้ความรุนแรง
ความรักที่บริสุทธิ์ต่อเพื่อนมนุษย์
สัญลักษณ์ของเขา คือ หูกทอผ้า เขาให้ทุกคนทอผ้าใช้เองและหาเกลือทะเลเอง ไม่ต้องซื้อจากอังกฤษ ภายหลังเขาถูกจับ
ค.ศ.1928 เนรูห์ (ค.ศ.1916-1931) เสนอร่างรัฐธรรมนูญ
ค.ศ.1935 India Act บ่งว่าแคว้นได้สิทธิปกครองตนเองอย่างอิสระ แต่สิทธิพิเศษเป็นของผู้สำเร็จราชการ
แทนพระองค์
ค.ศ.1937 พม่าแยกตัวจากอินเดียมาเป็นอาณานิคมอังกฤษ มหาตมะ คานธี เรียกร้องอิสรภาพใหม่ มี เนรูห์
สนับสนุน
ค.ศ.1940 โมฮัมเม็ด จินนาห์ ผู้นำสมาพันธ์อิสลามต้องการตั้งรัฐอิสลามอิสระขึ้น เกิดปากีสถาน หลังสงคราม
โลกครั้งที่1 มหาตมะ คานธีขับไล่อังกฤษออกจากอินเดีย
ค.ศ.1947 เกิดการต่อสู้กันอย่างนองเลือดระหว่างฮินดูและอิสลาม
ค.ศ.1948 มหาตมะ คานธีถูกลอบสังหาร
ค.ศ.1947-1964 เนรูห์ เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เขาเริ่มการบริหารประเทศด้วย
จัดระเบียบการปกครองใหม่
รวมรัฐอิสลามไฮเดอราบัดไว้ส่วนกลาง
ตั้งรัฐธรรมนูญสำหรับสาธารณรัฐร่วมอินเดีย แบ่งเป็น 27 รัฐ แต่ละ รัฐมีผู้ปกครองและสภาของตนเอง
สิขิมอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของอินเดีย
จัดระเบียบที่ดินใหม่ พัฒนาเกษตรกรรม เพราะคนหนาแน่นและอยู่ใน สภาวะอดอยาก
พัฒนาอุตสาหกรรม เหมืองแร่ สร้างโรงงานถลุงเหล็ก
พัฒนาการศึกษา
รณรงค์ต่อต้านประเพณีเก่า เช่น การบูชาวัว การแบ่งชั้นวรรณะ
สำรวจสัมโนครัว
เปิดสัมพันธไมตรีกับจีน (จูเอนไล) และรัสเซีย
ปัญหาแคชเมียร์
ค.ศ.1947 มหาราชาแคชเมียร์เซ็นสัญญาตกลงกับปากีสถานตามที่ตกทอดมาจากอังกฤษ แต่ภายหลังเปลี่ยนใจไปเข้ากับอินเดีย สมัยที่อิสลามก่อจลาจลและอินเดียมาปราบ
ค.ศ.1957 สหประชาชาติ แบ่งแคชเมียร์ให้อินเดียในส่วนที่มีคนอินเดียอยู่ ปากีสถานครองถิ่น Gilgit จีนครองที่ราบสูง Aksai-Chin
ค.ศ.1965 อินเดียได้รับอิสรภาพ
--------------------------------------------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
Altas historique. Paris : Stock.
Burton Stein, A History of India. Oxford : Blackwell, 1998.
Georg Feuerstein and others, In Search of The Cradle of Civilization. Madras : Quest, 1995.
Krishna Das Rag, India : A Journey through the Ages. New York : Vantage Press, 1995.
Sheila R. Canby, Persian Painting. London : British Museum Press, 1993. |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:25 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ข้อเขียนโดย รัตติกาล (nok@thaingo.org)
นำมาจาก http://www.longdo.com/story/sto0017.htm
หากแต่มีชาติที่ต้องการความอดทน ขันติ แรงบันดาลใจอันศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญที่มีชีวิต นั้นคืออินเดีย ซึ่งตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษมานานหลายศตวรรษ ไม่น่าเชื่อที่ชายผู้เป็นนักบุญปรากฏขึ้น เขาจะนำคนหลายร้อยล้านคนซึ่งทุกข์ทรมานในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่เป็นที่สองของโ ลก ออกจากอาณานิคมสู่สถานะที่มีเกียรติในสังคมโลก เขาทำมันโดยไม่มีตำแหน่งสำคัญในประเทศ และเขาถูกสังหารจากความทุ่มเทที่ยิ่งใหญ่นี้ เขาไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นอะไรเลย เขาไม่เคยลงสมัครเลย แต่เขาก็เป็นพลังหลักสำหรับผู้คนทั่วอินเดีย
โมฮันดาส เค. คานธี เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1869 เขาถือกำเนิดขึ้นในดินแดนอันลี้ลับและเก่าแก่ เขามองชีวิตของตนเป็นดั่งการแสวงความจริงอันสูงสุด เป็นการวิวัฒน์ที่ไม่หยุดยั้ง การแสวงหาวิธีคิดและการใช้ชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไป เขาเรียกอัตชีวประวัติของตัวเองว่า "เรื่องราวการทดลองสัจธรรมของข้าพเจ้า" การเดินทางอันยาวนานไปสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านของตัวตนเขาเริ่มขึ้นในปี 1869 จากบ้านของชนชั้นกลางในเมืองท่าของอินเดียที่ชื่อ 'ปอเวนเดอร์'
ตั้งแต่เด็กนั้น...คานธีได้รับการปลูกฝังแบบอย่างของความเป็นคนที่มีวิน ัยและการอุทิศตนอย่างเคร่งครัด มารดาของเขาซึ่งเป็นผู้ที่เคร่งในศาสนามาก มักถือศีลอดอาหารเป็นเวลานานอยู่เนืองๆ ครั้งหนึ่งในฤดูฝน นางปฏิญาณตนว่าจะไม่กินอะไรเลยจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น
เขาและสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัวจะเฝ้ามองดูทางหน้าต่าง พวกเขาต้องการให้แม่กินอาหาร เพราะแม่กำลังอด แต่แม่ท่านบอกว่าไม่ต้องห่วง ท่านสบายดีทุกอย่าง ถ้าหากพระเป็นเจ้าไม่ต้องการให้ท่านกินในวันนี้ ท่านก็จะไม่กิน
เขาศรัทธาความเคร่งของแม่ แต่ยังไม่พร้อมจะทำตาม...
ความที่เป็นลูกคนเล็กในบรรดาพี่น้อง 4 คน เขาจึงใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเกเร อย่างเช่น ขโมยเศษเงินไปซื้อบุหรี่ แต่ด้วยความกลัวบิดา ซึ่งเป็นนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงของท้องถิ่น เขาจึงรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ขโมย แต่แทนที่บิดาจะลงโทษ ท่านกลับโอบกอดเขา ในฐานะที่กล้าพูดความจริง แล้วทั้งสองคนก็ร้องไห้ด้วยกัน
เขาบันทึกไว้ในชีวประวัติว่า น้ำตานั้นเป็นเหมือนที่สิ่งที่ชำระล้างความสกปรกของจิตใจออกไป ถ้าคุณสร้างวินัยแบบนี้โดยผ่านทางความรัก มันเท่ากับสร้างมนุษยธรรมขึ้นในจิตใจ และนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคานธี
เมื่อ...อายุได้ 13 ปี เพื่อทำตามประเพณีของชาวฮินดู คานธีจึงเข้าพิธีสมรสกับเด็กสาวอายุเท่ากันที่ชื่อ คาสตวา ในช่วงแรกเขาเป็นสามีขี้หึงและเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
เมื่ออายุ 16 ปี เขาเผชิญกับความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก ระหว่างหน้าที่กับความปรารถนา ในคืนหนึ่ง...ขณะพยาบาลบิดาที่ป่วยอยู่ เขาก็แอบหนีขึ้นไปหลับนอนกับภรรยา ตอนนั้นเองที่พ่อของเขาเสียชีวิตลง คนใช้มาแจ้งให้ท่านทราบว่าคุณพ่อเสียชีวิตแล้ว สำนึกแรกของเขาบอกว่า ตายแล้ว...เราทำอะไรลงไป... นับตั้งแต่นั้นมาคานธีมักจะพูดถึงเหตุการณ์นั้นตอนที่ท่านละทิ้งพ่อ เวลาที่ท่านไม่ทำหน้าที่ของท่านให้ดีอยู่เสมอ แล้วมันก็กลายเป็นสำนึกในเรื่องของหน้าที่และความรับผิดชอบของเขา
เมื่ออายุ 17 ปี คานธีทิ้งภรรยาและครอบครัวไว้เบื้องหลัง เพื่อเข้าเรียนกฎหมายที่กรุงลอนดอน ด้วยความขลาดเขลาและไร้เดียงสา เขารู้สึกว่าความอึกทึกของเมืองใหญ่เป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
เขาไม่รู้จักของทันสมัยอย่าง "ลิฟต์" เขาเดินเข้าไปเพราะคิดว่าเป็นห้องในโรงแรม และทันใดนั้นห้องก็เลื่อนขึ้น เขาก็ตกใจว่าตัวเองลอยขึ้นไป...
ในช่วงเวลานั้น ความหวังสูงสุดของเขาก็คือ การได้เป็นสุภาพบุรุษอังกฤษ... เขาสวมหมวก Top Hat ถือไม้เท้าหัวเลี่ยมเงิน เรียนเต้นรำ สีไวโอลิน และเรียนภาษาฝรั่งเศส ทว่าความสามารถพิเศษใดๆ ก็ไม่อาจลบความอ่อนหัดและความประหม่าของเขาลงไปได้ แม้เมื่อได้ปริญญาทางกฎหมายแล้ว เขาก็ยังไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง ภายหลังเขาบันทึกไว้ว่า "ความรู้สึกไร้ความเชื่อมั่นและความหวาดกลัวของข้าพเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด"
เขากลับมาอินเดียรับว่าความคดีแรก และพบว่าเมื่ออยู่ในศาลเขาไม่สามารถเปิดปากพูดต่อหน้าผู้พิพากษาได้ เขากลัวและเศร้ากับเรื่องเช่นนี้มาก...
ด้วยความอาย...เขาจึงเริ่มมองหาทางหนี และทางออกที่มีก็คือการเสนอตำแหน่งงานจากแอฟริกาใต้
คานธีบอกไว้ว่า "ในดินแดนซึ่งพระเป็นเจ้าทรงคุ้มครองแห่งนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าค้นพบพระเป็นเจ้าของตนเอง"
ไม่นานหลังมาถึงประเทศใหม่ เขาประสบเหตุการณ์ซึ่งสร้างความสะเทือนใจอย่างรุนแรง ความที่ไม่ทราบว่ามีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นอาณาน ิคมของอังกฤษ เขาจึงจองที่นั่งชั้นหนึ่งบนรถไฟไปยัง 'เพลย์โทเนีย'
ผู้โดยสารผิวขาวเห็นคานธีเข้า ก็ไปต่อว่าพนักงาน และก็บอกให้ย้ายเขาไปนั่งชั้นสามถือแม้ว่าเขาจะถือตั๋วชั้นหนึ่งก็ตาม แต่คานธีไม่ยอม พอถึงสถานีแรกที่รถจอดเขาก็โดนผู้คุมโยนลงจากรถไฟ ความอับอายครั้งนั้นถือเป็นสิ่งที่จุดประกายให้เขาอยากเปลี่ยนแปลง เขาใช้เวลาทั้งคืนนั่งอยู่ที่ชานชาลา คิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้ความยุติธรรม
คานธีพูดถึงคืนอันหนาวเหน็บนั้นให้ฟังในเวลาต่อมาว่า เป็นประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิต
เขาคิดจะกลับไปอินเดียแต่ปฏิเสธความคิดนั้นเพราะเห็นว่าเป็นการขี้ขลาด เขาคิดว่าจะยอมรับความไม่เท่าเทียมกันนั้นแต่ก็ขัดกับความรู้สึกของตนเอง เขาคิดว่าจะใช้กำลังเข้าต่อสู้ แต่ก็ต้องล้มเลิกเพราะไม่สมควร ทางเลือกเพียงอย่างเดียวที่เหลือก็คือ 'อยู่และต่อต้าน'
ในวันรุ่งขึ้น...เขาจับรถไปอีกขบวน สัปดาห์ต่อมาเขาจัดประชุมผู้อพยพชาวอินเดียขึ้น ด้วยวัย 24 ปี ความคิดอ่านของคานธีเติบโตเกินตัว เพื่อจะฝ่าฟันอุปสรรคซึ่งใหญ่ขึ้น
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย เขาต้องอยู่ต่อไป ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวอินเดีย และในท้ายที่สุดเพื่อสิทธิของคนผิวดำทุกคน และนั้นคือจุดเริ่มต้นของมหาตมะ เมื่อคานธี เริ่มวิวัฒน์ตัวเองเป็นมหาตมะผู้ยิ่งใหญ่
****************************************************************
ที่แอฟริกาใต้ในช่วงทศวรรษที่ 1890 ชาวแอฟริกาและอินเดียต่างตกที่นั่งต้องทำตามอำเภอใจของเจ้านายผิวขาวเหมือนก ัน ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายซึ่งไม่ยอมรับ สิทธิในการออกเสียง การเป็นเจ้าของทรัพย์สิน หรือแม้แต่เดินบนถนนในยามกลางคืน ด้วยความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะแก้ไขสิ่งผิด ในช่วงแรกๆ คานธียังตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมือง
ในฐานะนักกฎหมาย เขาเชื่อว่าเราเปลี่ยนกฎหมายเราก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ดังนั้นจากปี 1893 - 1906 เขาทุ่มเททำงานในศาลระดับล่างเพื่อทำอะไรบางอย่าง แต่ปัญหาก็คืออังกฤษฉลาดกว่าเขามากในช่วงนั้น และทุกครั้งที่เขาเปลี่ยนกฎหมายฉบับหนึ่ง ก็จะมีกฎหมายฉบับใหม่ออกมาแทนเพื่อให้ความไม่เท่าเทียมกันดำเนินต่อไปในลักษ ณะอื่นอีก
เมื่อต้องตกเป็นเหยื่อของชาวแอฟริกันผิวขาว คานธีจึงหาทางแก้โดยใช้การรวมพลังสามัคคี เขาเริ่มพัฒนาชุมชนของผู้คนจากต่างเชื้อชาติและต่างศาสนาขึ้น ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค เขายืนยันจะให้ปฏิบัติต่อครอบครัว ซึ่งต่อมาจะรวมถึงบุตรชายทั้ง 4 ไม่ให้ต่างจากคนอื่นๆ
แม้เขาจะชิงชังการกดขี่ของอังกฤษ แต่จนถึงทศวรรษที่ 1906 คานธียังถือตนเป็นสมาชิกผู้ภักดีของจักรภพ ยังร้องเพลง God save the Queen (เพลงชาติของอังกฤษ) และสอนลูกๆ ให้ร้องด้วย อันที่จริงแล้วเขามีความจงรักภักดีมากถึงขนาดเข้าร่วมกับกองกำลังของอังกฤษใ นสงครามโบเออร์ เพื่อปราบปรามการลุกฮือของพวกซูลู ในปี 1906
ประสบการณ์ในสงครามซูลูนี่เอง ที่นำเขาเข้าไปใกล้กับความรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรม ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่สงครามระหว่างคนสองคนเสียแล้ว แต่มันคือการสังหารหมู่ คานธีถอยหลบขณะปืนของอังกฤษสังหารกองทัพซูลูซึ่งใช้หอกเป็นอาวุธ เขามองเห็นความรื่นเริงใจของทหารในการบุกเข้าฆ่า และเขาเก็บร่างของผู้บาดเจ็บที่นอนเกลื่อนกราดอยู่ด้วยความปวดร้าวใจ
เขาเริ่มคิดว่าชาวซูลูถูกชาวอังกฤษกดขี่ในลักษณะนี้ เขานึกถึงการกดขี่ในครอบครัวของตัวเอง โดยเฉพาะภรรยาของเขา ในเวลานั้นเขาเคยทำสิ่งที่เรียกว่าเป็นสามีที่โหดร้าย หึงหวง และกดขี่ การได้เห็นกบฏชาวซูลู เป็นการจุดชนวนความคิดนี้ขึ้นมา ท่านจึงเข้าใจได้ว่าชาวอังกฤษกดขี่ชาวซูลูอย่างไร แล้วนำไปเปรียบเทียบกับตัวเอง คานธีบอกว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกผิดกับพฤติกรรมกดขี่เยี่ยงนี้นัก ข้าพเจ้ารู้สึกผิดต่อชีวิตสมรสของตัวเอง ต่อความสัมพันธ์ของคาสตวา"
ประเพณีของชาวฮินดูถือว่าผู้ชายคือผู้กำหนดเรื่องที่เกี่ยวกับทางเพศ ดังเช่นที่คานธีได้ประพฤติลงไปด้วยความไร้เดียวสาแบบเด็กๆ เขาคิดว่ามีวิธีเดียวก็คือต้องบังคับความต้องการของตนจึงจะรับใช้เพื่อนมนุษ ย์ได้ดีที่สุด ด้วยวัย 37 ปี เขาปวารณาตนเพื่อถือเพศพรหมจรรย์ตลอดไป
ในปี 1906 คานธีก็เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางความคิดทางการเมืองอันน่าตื่นตะลึง กฎหมายใหม่กำหนดให้ชาวอินเดียทุกคนจะต้องเข้ารับการจดทะเบียนและพิมพ์ลายนิ้ วมือ ข้อบังคับนี้รวมถึงการให้หญิงชาวอินเดียต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าตำรวจผิวขาว เพื่อกรอกตำหนิรูปพรรณลงในทะเบียนด้วย
ด้วยความโกธรแค้น ชาวอินเดียสามพันคนมาพบกันในโยฮันเนสเบิรต์ เพื่อวางแผนการตอบโต้ ทันใดนั้นพ่อค้าชาวมุสลิมคนหนึ่งยืนขึ้นแล้วชูกำปั้นพร้อมกับพูดว่า "ข้าแต่พระเป็นเจ้า เราจะยอมเข้าคุกก่อนที่จะยอมแพ้ให้กฎหมายฉบับนี้!!"
คานธีไม่เคยนึกถึงการเข้าคุกมาก่อน แต่ก็รู้โดยสัญชาตญาณว่านี่แหละ...คือวิถีทางที่ถูกต้องแล้ว เขาลุกขึ้นแล้วก็พูดว่า "เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะในนั้นจนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน และเราจะยอม"
คำพูดของเขาจุดประกายให้เกิดการต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ขอ งมวลชนซึ่งไม่ได้กะเกณฑ์มาก่อน ผู้ประท้วงกระทำตามอย่างคานธี พวกเขาอดทนต่อการทุบตีของตำรวจ ยอมรับความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้
คานธีรับรู้เป็นครั้งแรกในชีวิตว่า เมื่อหัวใจของมนุษย์ปิดคุณก็ไม่อาจสัมผัสความคิดของเขาได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เหตุผลกับคนเหล่านี้ จิตใจของเขาด้านชา ถ้าเหตุผลยังไม่พอ ความรุนแรงก็ไม่ดี แล้วคุณจะทำอย่างไร เขาค้นพบวิธีต่อต้านแบบอหิงสาเป็นครั้งแรกที่แอฟริกาใต้นี่เอง คุณยืนหยัดต่อต้านผู้กดขี่ บอกเขาว่าคุณจะไม่ยอมแพ้ แต่พร้อมกันนั้นคุณก็ให้ความมั่นใจว่าคุณจะไม่ทำร้ายเขา
คานธีใช้คำว่า "สัตยาคฤห" (Satyagraha) ซึ่งเป็นการสมาสคำในภาษาสันสกฤตที่แปลว่า "ความจริง" คำหนึ่ง และ "การตามหา" คำหนึ่ง เพื่ออธิบายแนวคิดในการปฏิวัติของเขา เป้าหมายของอหิงสาเก่าแก่เท่าๆ กับปรัชญาของมนุษย์ ความเข้าใจของคานธีก็คือ ต้องประยุกต์แนวคิดนั้นให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปฏิบัติได้จริง เขารู้สึกว่าการที่จะปฏิบัติตามลัทธิอหิงสาที่แท้จริงนั้น ในจิตใจต้องมีการพัฒนาสันติภาพ หรือมีเมล็ดพันธุ์แห่งการประนีประนอมให้เกิดขึ้นเสียก่อน เพราะถ้าไม่มีสิ่งนี้ เราจะมีอหิงสาได้อย่างไรกัน
ในปี 1913 นายพลยาสมัสต์ ผู้บัญชาการทหารอังกฤษในแอฟริกาใต้ ได้ออกกฎหมายที่กำหนดว่าการแต่งงานของชาวฮินดูและมุสลิมถือเป็นโมฆะ ทำให้คานธีก้าวเข้าสู่การต่อต้านในวงกว้างยิ่งขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
ตามประเพณีแล้วผู้หญิงอินเดียจะต้องอยู่แต่ในบ้าน แต่คานธีก็โจมตีธรรมเนียมนั้นว่าเป็นกดขี่รูปแบบหนึ่ง แล้วเรียกร้องให้ผู้หญิงมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมเคียงบ่าเคียงใหล่กัน ในการกล่าวปราศรัยอันจับใจครั้งหนึ่งคานธีสามารถปลดปล่อยสตรีนับล้านให้เป็น อิสระ และเป็นพลังเสริมอย่างใหม่ให้แก่มวลชนของเขาด้วย
กฎหมายสมรสใหม่นี้ก่อให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ คนงาน 50,000 คนไม่พอใจ แล้วพากันหยุดงาน ทำให้นายพลยาสมัสต์เกิดความลังเลใจ และยกเลิกกฎหมายนั้นไป คานธีได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังมวลชนสามารถเอาชนะการบีบบังคับได้
****************************************************************
ด้วยความกระตือรือร้นที่จะท้าทายอำนาจของอังกฤษในบ้านเกิดของตน ในปี 1915 ขณะอายุได้ 45 ปี เขากลับมายังอินเดียซึ่งเวลานั้นถูกกดอยู่ภายใต้แอกของลัทธิจักรวรรดินิยม เป็นเวลา 2 ศตวรรษที่อังกฤษได้ปล้นทรัพยากรธรรมชาติของอินเดียไปอย่างเป็นระบบ เมื่อถูกกวาดเอาวัตถุดิบไปหมด อุตสาหกรรมในประเทศจึงค่อยๆ ตายลง อินเดียเป็นปราการใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด และสร้างผลกำไรที่ดีที่สุดในเครือจักรภพ อังกฤษฉุดอินเดียให้ตกต่ำลงจนถึงขีดที่ว่า อินเดียไม่สามารถผลิตแม้กระทั่งเข็มกลัดอันเล็กๆ ได้ มันเป็นสภาพที่ถูกตักตวงมาเป็นเวลานานนับปี
ก่อนปี 1915 ชาวอินเดียสามร้อยล้านคน ต้องก้มหัวให้ชาวอังกฤษจำนวนเพียงแสน ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ใดที่คนเพียงหยิบมือจะปกครองคนจำนวนมากถึงเพียงน ี้ในดินแดนห่างไกลเช่นนี้ ด้วยความสิ้นหวังที่จะคืนสู่เสรีภาพ ชาวอินเดียในสภาพทาส จึงเป็นได้เพียงทหารและตำรวจ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับนายผิวขาวของตนเอง
คานธีชักชวนให้ประชาชนต่อต้าน โดยบอกแก่คนเหล่านั้นว่า "คนที่ประพฤติตัวเยี่ยงหนอน จึงสมควรถูกเหยียบย่ำ เราจะต้องเรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง เราเป็นทาสมานานจนต้องรู้จักลุกขึ้นสู้กับตัวเองเสียบ้าง จงกำจัดความคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่นหรือใช้การติดสินบน แทนที่จะใช้ความกล้าหาญ เราจะไม่อาจต่อสู้กับรัฐบาลได้ถ้าเราไม่เรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง"
อีกครั้งหนึ่งที่รัฐบาลอังกฤษผลักไสประชาชนให้เข้าเป็นฝ่ายคานธี โดยการโหมกระพือความคิด
ในปี 1919 คานธีต่อต้านกฎหมายใหม่โดยปลุกระดมประท้วงขึ้นทั่วประเทศ ขณะที่เขาประสานงานกับกลุ่มผู้ประท้วงจากบอมเบย์ ซึ่งห่างขึ้นไปทางเหนือหลายร้อยไมล์ ชาวอินเดีย 2,000 คน ก็มารวมตัวกันในลานหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองอำมริสา พวกเขาไม่รู้ว่าสองวันก่อนหน้านั้น นายพลเรจินอลล์ ดายเออร์ ได้ออกกฎสั่งห้ามการชุมนุม โดยไม่มีการเตือนให้รู้ 'ดายเออร์' ส่งกำลังทหารอินเดีย 50 นายไปยังลานชุมนุม และสั่งให้ใช้ปืนไรเฟิลยิง !!
เป็นเวลานาน 10 นาทีที่ทหารกราดยิงผู้ชุมนุม.... มีคนตาย 379 คน และบาดเจ็บอีกมากกว่า 1,000 คน
เหตุผลเดียวที่เขาพวกหยุดยิงก็คือ กระสุนหมด... พวกเขาบอกว่าถ้ายังมีกระสุนอีก ก็จะยิงเข้าใส่ฝูงชนต่อไป ยิงประชาชนให้ตายเพื่อให้บทเรียนแก่ชาวอินเดียว่า ห้ามแข็งข้อต่ออังกฤษและจงยอมแพ้ซะเถิด....
'ดายเออร์' ออกกฎหมายอันน่าชิงชังรังเกียจขึ้น 1 ฉบับ ไล่หลังการสังหารหมู่ นั้นก็คือ 'คนอินเดียมีทางเลือก 2 ทาง ถ้าไม่ค้อมตัวลงคลานเยี่ยงหนอน ก็ต้องถูกโบยจนตาย'
ชาวอินเดียผู้คลั่งแค้นต้องการตอบโต้ ด้วยจำนวนประชากรที่มากกว่า 4,000 ต่อ 1 ของพวกเรา อาจจะฆ่าคนผิวขาวได้หมดในช่วงเวลาไม่กี่วันเท่านั้น
****************************************************************
เหตุการณ์สังหารหมู่ที่อำมริสา ในปี 1919 สร้างความหวาดหวั่นว่าจะเกิดการนองเลือดขึ้น ระหว่างคนอังกฤษกับคนอินเดียซึ่งต้องการจะแก้แค้น แต่คานธีก้าวเข้ามาแล้วพูดว่า "ไม่…เราจะไม่ทำต่ออังกฤษ เหมือนเช่นที่นายพลดายเออร์ทำต่อเรา เราต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เราสามารถวางตัวพ้นจากความรู้สึกเกลียดชังเช่นนั้น พวกเขาไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นเพื่อน พวกเขาก็ต้องการปลดปล่อยมากเท่าๆ ที่พวกเราต้องการเหมือนกัน"
คานธีกล่าวหา "ควรยกย่องความกล้าหาญที่เงียบสงบของการตาย โดยการไม่ฆ่า"
ช่วงเวลาอีก 3 ปีต่อมา คานธีได้เปลี่ยนนักชาตินิยมอินเดียให้กลายเป็นพลังมวลชน เขาได้แปรความรู้สึกโกธรแค้นจากเหตุการณ์ที่อำมริสา ให้กลายเป็นความสามัคคีของชาวฮินดูและมุสลิม กรรมกร และพ่อค้า และเขาชนะใจประชาชนอินเดียด้วยการทำตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าง่ายๆ แบบเดียวกัน อดมื้อกินมื้อ ละทิ้งความสะดวกสบาย เฉกเช่นเดียวกับผู้ยากจนที่สุด
เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพึ่งตนเอง คานธีชักชวนชาวอินเดียให้สวมเครื่องแต่งกายในแบบเรียบง่ายของอินเดีย และให้ทอผ้าขึ้นใช้เอง เสื้อผ้าที่ผลิตจากตะวันตกถูกนำมาเผารวมกันเป็นกองใหญ่
เขาว่า "เสื้อผ้าของต่างชาติบ่งบอกว่าเราเป็นทาสทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เราไม่อาจปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส การเผาเสื้อผ้าของต่างชาติ จึงเป็นการฟอกจิตใจของพวกเรา"
คานธีใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันเพื่อปั่นด้ายเอง ผู้นำชาวอินเดียคนอื่นได้แต่ประหลาดใจกับความประพฤติเช่นนี้ของเขา ท่ามกลางสภาวะวิกฤตในชาติเยี่ยงนี้ แต่เขานั่งอยู่ที่เครื่องปั่นด้าย ทว่าคานธีมองทะลุถึงความสำคัญพื้นฐานนั้นว่าเป็นการเชื่อมโยงกับมวลชน วัตรปฏิบัติของเขาในฐานะผู้นำชาวอินเดีย ทำให้เขาผู้นำที่ไม่มีใครเคลือบแคลงเป็นเวลานานถึง 25 ปี
ในขณะที่มือข้างหนึ่งเปิดฉากการปฏิวัติ แต่อีกข้างหนึ่งก็ต้องปกป้องพวกพ้องไม่ให้พ่ายต่อความต้องการก่อเหตุนองเลือ ด หลายครั้งที่คานธียกเลิกการชุมนุม เมื่อเหตุการณ์ทำท่าจะบานปลายเป็นความรุนแรงของประชาชนในประเทศ ในฐานะผู้นำทางการเมืองคานธีได้แสดงให้เห็นว่าท่าทีอหิงสาสามารถใช้ให้เกิดผ ลทางการเมืองได้ แต่ละครั้งก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อใดที่ขวัญกำลังใจของคนกล้าแข็ง เขาก็จะไม่ทำให้สูญเสียไป และมันจะสูญเสียไปถ้าหากเกิดความรุนแรงขึ้นในหมู่มวลชาวอินเดีย
ทว่าหน้าที่ต่อส่วนรวมของเขา แลกมาด้วยราคาแพง บุตรชายทั้ง 4 ของคานธีมักรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอยู่เสมอ และไม่พอใจที่พ่อหายไปอยู่ในคุกเป็นเวลานาน บุตรชายคนโตแสดงความเป็นปฏิปักษ์ในลักษณะที่ทำให้พ่อต้องปวดร้าวใจ โดยกลายเป็นคนติดเหล้าและขายตัว
ในมุมมองของคานธี เขาได้สูญเสียลูกชายไปแล้ว จนวาระสุดท้ายของชีวิต เขาได้พูดถึงลูกชายคนนี้ว่า "เขาไม่ใช่ลูกของข้าพเจ้าอีกต่อไป" ซึ่งมันเป็นคำที่รุนแรงมากสำหรับพ่อผู้ที่อุทิศตนด้วยวิธีอหิงสาต้องแลกมาด้ วยราคาที่แพง ...แม้จะเสียใจเรื่องของบุตรชาย แต่เรื่องส่วนตัวก็ไม่อาจขัดขวางคานธีจากภารกิจการเรียกร้องเสรีภาพให้แก่ชา วอินเดียสามร้อยล้านคนได้
ในปี 1930 ขณะอายุได้ 62 ปี คานธีวางแผนการใหม่ที่จะต่อต้านการเก็บภาษีซึ่งไม่เป็นธรรม ภาษีที่อังกฤษเรียกเก็บจากเกลือ
การทำเกลือหรือการขายเกลือของชาวอินเดียถือว่าผิดกฎหมาย กิจการนี้สงวนไว้ให้สำหรับคนต่างชาติทำ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่การประท้วงครั้งนี้ เขาวางแผนจะเดินเท้าเป็นระยะทาง 240 ไมล์ ไปยังทะเลอาหรับเพื่อไปทำเกลือที่นั้น พวกพ้องของเขาในสภาคองเกรซของอินเดีย ต่างอ้อนวอนให้เขาทบทวนแผนการครั้งนี้ใหม่ เกลี้ยกล่อมว่าแผนการนี้อาจจะล้มเหลว รัฐบาลอังกฤษมั่นใจว่าศัตรูเก่าของตนกำลังถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด
****************************************************************
วันที่ 12 มีนาคม 1930 คานธีพร้อมด้วยสาวกจำนวน 80 คน เริ่มต้นการเดินทางซึ่งกลายเป็นความสนใจของชาวโลก และเปลี่ยนแปลงวิถีทางแห่งประวัติศาสตร์
ขบวนของคานธีเดินได้เพียงวันละ 10 ไมล์ และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมด้วย และมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้ามาที่อินเดียเพื่อทำข่าวนี้เป็นคนแรก เมืองชายฝั่งที่ใกล้ที่สุดคือเมืองพาราณาสี ผ่านไป 24 วันเขาเดินทางผ่านหมู่บ้านนับพันๆ แห่ง ขบวนของเขากลายเป็นกลุ่มผู้ประท้วงขนาดใหญ่ และทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ไม่เพียงแต่คนทั่วทั้งอินเดียจะเข้าร่วม แต่ทั้งโลกก็เอาใจช่วยเช่นกัน รายงานข่าวของอเมริกันส่วนใหญ่รายงานว่านี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ
เมื่อขบวนของคานธีถึงชายฝั่งมหาสมุทรในวันที่ 6 เมษายน มีชาวอินเดียหลายแสนคนเข้าร่วมกับเขา คานธีก้มลงหยิบเกลือขึ้นแล้วพูดว่า "ด้วยเกลือหยิบมือนี้ ข้าพเจ้าขอต่อต้านการบังคับของจักรวรรดิอังกฤษ ขอเราจงร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเรากันเถิด" และการตอบสนองเป็นไปราวกับประกายไฟ ทั่วทั้งประเทศไม่ว่าพ่อค้า ชาวนา แม่บ้าน ต่างพากันทำเกลือ และขายเกลือกันอย่างเปิดเผย
คนหลายพันถูกจองจำ รวมทั้งคานธีด้วย ตำราจทุบตีผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยม สร้างความโกธรแค้นและความสามัคคีขึ้นในหมู่ชาวอินเดียมากยิ่งขึ้น คานธีรู้ดีว่าการใช้วิธีต่อต้านแบบอหิงสา จำเป็นต้องแสดงความกล้าหาญออกมาให้เห็น จึงจะดึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวมนุษย์ออกมาได้ เขาสอนให้ชาวอินเดียรู้จักต่อต้านผู้กดขี่ และต่อสู้กับตัวเองด้วย
ภายใต้ความกดดันจากนานาชาติ ลอร์ดเออร์วิน ผู้สำเร็จราชการอังกฤษจึงยอมปล่อยตัวคานธี และเชิญเขามาเจรจา
คานธีตรงออกจากที่คุมขังไปยังจวนของผู้สำเร็จราชการ ซึ่งจะรองรับแขกผู้มีเกียรติเท่านั้น...
น้ำอุ่นถูกนำมารับรองคานธีตามคำขอ เขาวางแก้วลง แล้วก็ค่อยๆ หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากชายพก ผู้สำเร็จราชการถามว่าอะไร คานธีตอบว่า "ท่านที่เคารพอย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ นี่เป็นเกลือที่ผมแอบทำโดยผิดกฎหมาย" เขาเทเกลือนั้นลงในน้ำ... คน... แล้วก็ดื่ม
ในปีถัดมา คานธีเดินทางไปลอนดอนเพื่อร่วมประชุมเรื่องอนาคตของอินเดีย และเช่นเคย...เขาเดินทางในชั้นสาม และปฏิบัติภารกิจเช่นที่ทำประจำวัน
ที่ลอนดอน คานธีสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนเป็นผลสำเร็จอย่างงดงาม เขาอาศัยอยู่กับคนยากจนในเขตอีสต์เอนส์ ได้รับความชื่นชมทุกหนทุกแห่งที่ไป เด็กๆ เดินตามเขาพร้อมกับร้องตะโกนว่า 'คานธีกางเกงของท่านไปไหนซะละ'
คานธีกล่าวว่า "ขอให้บอกแก่เด็กอื่นๆ ว่าข้าพเจ้ารักพวกท่านมากเท่ากับลุกของข้าพเจ้าเอง"
เมื่อได้รับเชิญไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ที่พระราชวัง คานธีถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่เข้าเฝ้ากษัตริย์ด้วยชุดโสร่ง เขาตอบว่าพระมหากษัตริย์ก็สวมชุดที่เหมาะกับเราทั้งสองเช่นเดียวกัน
เขากลับมาอินเดีย และแพร่ข่าวโดยผ่านทางการประชุมสวดประจำวัน - "ข้าพเจ้ากำลังขอร้องต่อบิดาแห่งชาติของเรา ให้ท่านมีเมตตา มีความรัก เห็นความจริงและงดใช้ความรุนแรง ขอจงประทานพรแก่พวกเรา เสรีภาพอันสมบูรณ์เท่านั้นคือสิ่งที่เราต้องการ"
คานธียอมรับว่า อัตตาคือจุดบกพร่อง และบางครั้งความชื่นชมบูชาของมวลชนก็ทำให้เขาคึกคะนอง อย่างไรก็ดีความวินัยอันเคร่งครัดทำให้เขาเอาชนะความรู้สึกนั้นได้ หลานชายของคานธีเคยเล่าว่า 'จำได้ว่าหลายครั้งที่ผมเดินทางไปกับท่าน ตามสถานีรถไฟทุกแห่ง ก็จะมีผู้คนเป็นพันๆ มาร้องตะโกน คานธีจงเจริญ คานธีจงเจริญ และจะร้องอยู่อย่างนั้นจนรถไฟแล่นผ่านไป ผลจากเสียงร้องพวกนั้นทำเอาท่านนอนไม่หลับเลย'
คานธีห้อมล้อมไปด้วยบริวารผู้จงรักภักดี ซึ่งพร้อมจะทำตามคำบัญชาของเขา ในช่วงเวลาที่คานธีถือเพศพรหมจรรย์ ในช่วงหลังๆ ก่อนจะเสียชีวิต คานธีได้ทดสอบความตั้งใจจริงของตนเอง ซึ่งทำให้ผู้ที่ชื่นชมต้องตกใจ นั้นก็คือนอนเปลือยกายกับเด็กสาวชาวฮินดู จุดประสงค์คือต้องท้าทายความมีวินัยของตนเอง และดังนั้นจึงยกระดับความมุ่งมั่นให้สูงยิ่งขึ้น
สำหรับชาวอินเดียแล้ว คานธีเกือบจะเป็นเหมือนรูปเคารพ แต่จักรวรรดิอังกฤษกลับถือว่าเขาคือศัตรู
ในเดือนสิงหาคม ปี 1942 คานธีเรียกร้องการประกาศอิสรภาพโดยทันที "นี่คือคำสวดเป็นคำสั้นๆ ที่ข้าพเจ้าจะมอบแก่ท่านอยู่หรือตาย เราจะปลดปล่อยอินเดียหรือมิฉนั้นก็ยอมตาย" และในคืนวันที่คานธีประกาศอิสรภาพนั้นเอง เขาและสมาชิกสภาคองเกรซทั้งหมดก็ถูกจับกุม ด้วยวัย 73 ปีและด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรม เขาจะต้องนำการปฏิวัติในอีก 2 ปีข้างหน้าจากในคุก
ในปี 1944 ภรรยาของเขา คาสตวา คู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมา 62 ปี เสียชีวิตในอ้อมแขนของเขา คานธีเศร้าเสียใจอย่างหนัก
คานธียังคงยึดมั่นในหลักการของตนเอง และขอร้องให้คนอื่นทำแบบเดียวกัน แม้ในช่วงที่เจรจากับผู้สำเร็จราชการ ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น คานธีก็ยังคงปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1 วัน
1 ปีให้หลัง อังกฤษซึ่งอ่อนแรงลง ยอมรับว่าตนไม่สามารถปกครองอินเดียอีกต่อไปได้ ทว่าอนาคตของชาติใหม่ปรากฏความขัดแย้งให้เห็นอยู่เบื้องหน้าแล้ว ชาวฮินดูและมุสลิม คู่แข่งอันยาวนาน หันมาเกลียดกันอย่างเปิดเผย ชาวมุสลิมส่วนน้อยยืนยันจะแยกตัวออกไป (กลายเป็นประเทศปากีสถานในปัจจุบัน) หลังจากอุทิศมาชั่วชีวิตเพื่อรวมประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว แต่คานธีกลับต้องเห็นบ้านเกิดอันเป็นที่รักถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเขามาก
'ลอร์ดเมาท์ แบดเทริส์น' ได้ทิ้งยาพิษที่ขมขืนไว้สำหรับชาติอินเดียที่เป็นเอกราชและคานธี คือการแบ่งแยกอินเดียออกเป็น 2 ประเทศ ด้วยการก่อตั้งรัฐปากีสถาน ซึ่งคานธีไม่สามารถรับได้ มันทำร้านจิตวิญญาณของเขา
วันที่ 14 สิงหาคม 1947 อินเดียก็ฉลองอิสรภาพของตน แต่คานธีมองเห็นความแตกแยกระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม เขาถามเพื่อนของเขาว่า "เหตุใดคนเหล่านั้นจึงยินดี ข้าพเจ้ามองเห็นแต่เลือดนองแผ่นดิน"
การแบ่งแยกก่อให้เกิดการอพยพขนานใหญ่ในทันที ชาวฮินดูข้ามมายังอินเดีย ชาวมุสลิมหนีเข้าไปในปากีสถาน ผู้คนอพยพหลายแสนคนเดินเท้าอย่างหมดสิ้นหนทางโดยปราศจากอาหารและน้ำ ผู้คนของ 2 ศาสนาประสบหายนะจากความอดอยาก แบ่งแยกกันจากความเป็นปรปักษ์แต่โบราณ การต่อสู้นองเลือดก็เกิดขึ้น ฮินดูและมุสลิมระเบิดความเกลียดชังเป็นการสังหารหมู่ ทั้ง 2 ฝ่ายกระทำลงไปด้วยความกลัวและความโกรธ มีผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า 'ผมยืนอยู่ที่ชานชาลาตอนรถไฟเข้าเทียบ ไม่มีผู้คนเคลื่อนไหวบนขบวนรถ มีแต่เลือดหยดออกจากประตู พอประตูรถเปิดข้างในนั้นมันก็เหมือนกับร้านขายเนื้อ เว้นแต่ว่าเนื้อพวกนั้นมีเสื้อสวมอยู่'
ท้ายที่สุดผู้คนจำนวนครึ่งล้านคือผู้สูญเสีย ภาพการสังหารที่คานธีคาดคิดไว้ กรีดลึกลงไปในความรู้สึกผิด คานธีรู้สึกว่าตนไม่อาจเปลี่ยนประชาชนให้ใช้ความอหิงสาได้ ผู้ใกล้ชิดคานธีเล่าว่า 'ท่านเสียใจมาก ท่านบอกว่าท่านมองไม่เห็นอะไรเลย มีแต่ความมืดมนอยู่ทุกหนแห่ง ผู้คนกระทำตัวเหมือนสัตว์ป่า ท่านบอกว่าแย่เสียยิ่งกว่าสัตว์เสียอีก เพราะว่าสัตว์ป่าไม่ฆ่าพวกเดียวกันเอง ท่านบอกว่าข้าพเจ้าจะอดอาหารประท้วงจนกว่าการเข่นฆ่าจะหยุดลงไป จนกว่าฮินดูและมุสลิมจะเป็นพี่น้องกัน'
พวกหัวรุนแรงชาวฮินดูไม่พอใจวิธีการอหิงสาของคานธี และความต้องการที่จะให้ชาวฮินดูและมุสลิมอยู่ร่วมกัน
คานธีมีความอับอายต่อพรรคคองเกรซของเขาเอง เขาตำหนิมันและเพื่อนของเขา 'โยฮาราน เนรู' นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียเอกราช เขาล้มป่วยจากความวุ่นวายซึ่งกำลังทำลายอินเดีย
คานธีเริ่มอดอาหารประท้วง มีความโกรธแค้นมากในหมู่ผู้อพยพในตอนนั้น ผู้ที่เดินขบวนร้องว่า 'คานธีจงลงนรก ปล่อยให้คานธีตายไป ให้เขาตายไปไปลงนรกซะ' พอวันที่ 2 ก็เริ่มมีผู้คนที่คัดค้านฝ่ายแรก และวันที่ 3 ฝ่ายคัดค้านก็เริ่มใหญ่ขึ้น และกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านคานธีก็เล็กลง วันที่ 4 แนวโน้มก็ยังเป็นเช่นนั้นต่อไป จนในที่สุดทั่วทั้งถนนนั้นก็มีแต่ผู้เชียร์คานธี และ 1 สัปดาห์ผ่านไป พวกมุสลิมก็สามารถจะเดินออกไปในท้องถนนของกรุงเดลีย์ได้อย่างปลอดภัย การอดอาหารประท้วงของคานธีช่วยชาวนิวเดลีย์เอาไว้ แต่ที่พรมแดนอินเดีย-ปากีสถาน สงครามกลางเมืองยังคงร้อนระอุ
คานธีออกจาริกเพื่อสันติภาพข้ามดินแดนซึ่งแตกแยกเพราะความเกลียดชัง เขาเดินเท้าเปล่าจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง อดทนต่อฝูงชนผู้โกรธแค้น มีการขวางปาหนามเข้าใส่ทางเดิน คานธีจะตื่นขึ้นเวลาตีสี่ของทุกเช้าเพื่อต่อสู้กับคลื่นแห่งการนองเลือด
คงไม่มีชาวอินเดียคนใดจะไม่รู้สึกละอายและภาคภูมิใจ ละอายที่คานธีถูกเหยียบย้ำอย่างถึงที่สุดจากชาวอินเดียด้วยกัน และภูมิใจที่ว่าในท่ามกลางเขาเหล่านั้น ขณะช่วงเวลาแห่งความโหดร้ายทมิฬ คนๆ หนึ่งยืนหยัดขึ้นเพื่อทำให้พวกเขาภาคภูมิที่เกิดเป็นชาวอินเดีย คนซึ่งชดใช้หนี้ให้พวกเขาทำนองเดียวกับพระเยซูคริสต์ และตอนนั้นเองที่คานธีพูดว่า "ไม่มีอะไรอื่นนอกจากโหดร้ายรอบกายข้าพเจ้า ชีวิตข้าพเจ้าต้องพ่ายแพ้ มีแต่ความตายจึงจะทำให้สิ่งที่ชีวิตข้าพเจ้าไม่อาจทำสำเร็จบรรลุผลขึ้นได้"
เขาเดินทางต่อไปโดยไม่มีการคุ้มกัน เข้าไปในเขตที่สถานการณ์ล่อแหลมที่สุด แล้วก็กล่าวกับเพื่อนคนหนึ่งว่า "ข้าพเจ้าอาจจะตายโดยน้ำมือของผู้ลอบสังหาร และถ้าเป็นอย่างนั้นให้จำไว้ว่า ข้าพเจ้ายอมรับลูกกระสุนนั้นอย่างกล้าหาญ ด้วยพระนามของพระเป็นเจ้า และเมื่อนั้นข้าพเจ้าจึงจะเชื่อว่าตนคือ มหาตมะ อย่างแท้จริง"
การประชุมสวดมนต์กลายเป็นวิธีปลดปล่อยของเขาทุกวัน และตำรวจขอว่าให้เราค้นตัวผู้คน... แต่คานธีว่า ..ไม่ พระเจ้าจะปกป้องฉัน ไม่ต้องค้นตัวใคร ปล่อยเขาเข้ามา - "หากมีการนองเลือด ปล่อยให้เป็นเลือดของฉัน เพราะคนจะมีอยู่ชีวิตอย่างอิสระ หากพร้อมที่จะตายถ้าจำเป็นด้วยมือของพี่น้องของเขา"
ในที่สุดแผนลอบสังหารคานธีก็อุบัติขึ้น ด้วยความคาดไม่ถึง ตำรวจไม่บอกคานธีถึงการจับกุม และคำสารภาพของผู้ก่อการคนหนึ่งเรื่องความพยายามลอบสังหารเขาที่ล้มเหลวครั้ งก่อน
วันที่ 30 มกราคม 1948 คานธีในวัย 78 ปี เดินเข้าไปในที่ประชุมสวดประจำวัน ในสวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลีย์ ท่ามกลางฝูงชนนั้นเอง ชายชาวฮินดูคนหนึ่ง 'นาฮูราน กอสซี่' วัย 36 ปี ก้าวออกมาก้มลงคารวะคานธี แล้วพูดว่า 'ท่านมาสายสำหรับการสวด' คานธีก็พูดว่า 'ใช่ฉันมาสายไป มาสายจริงๆ' แล้วกอสซี่ชักปืนเล็กๆ ออกจากเสื้อเชิ้ตของเขา แล้วยิงปืนใส่คานธี 3 นัด กระสุนเจาะทะลุท้องของมหาตมะ และอีกนัดหนึ่งที่หน้าอก เขาไม่แสดงถึงความประหลาดใจหรือความเจ็บปวด ขณะสุดท้ายก่อนความตายจะพรากเขาไป คานธีพนมมือในลักษณะสวดมนต์แล้วพึมพรำคำว่า "ราม" พระผู้เป็นเจ้าในภาษาอินเดีย
โลกของอินเดียเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเมื่อไม่มีมือที่เยือกเย็นของมหาตมะ คานธี ความประนีประนอมทางเชื้อชาติก็จางหายไป
'กอสซี่' และผู้สมคบคิด 9 คน ก็ถูกขึ้นศาล เขาเสนอถ้อยแถลงยาว 92 หน้า ซึ่งเขาเรียกคานธีว่าผู้ทรยศ พลังที่เลวร้าย ซึ่งจะทำให้มุสลิมขึ้นมาเป็นใหญ่ในอินเดีย 'กอสซี่' ถูกตัดสินว่ามีความผิด และถูกแขวนคอที่อัมบาราเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1949 ผู้สมคบคิดคนที่สองก็ถูกแขวนคอ และคนอื่นๆ ถูกจำคุกตลอดชีวิต
อินเดียทั้งประเทศคร่ำครวญนาน 13 วัน ความเศร้าโศกและตื่นตระหนกจากการสังหารคานธี ดึงอินเดียให้หลุดออกจากความบ้าคลั่ง ความรุนแรงยุติลงเพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนนับล้านต่างหลั่งไหลมายังกรุงเดลีย์ เพื่อให้ได้อยู่ใกล้เขา ตลอดทั้งคืนนั้นทุกคนต่างมาที่นี่ คลื่นมนุษย์พาหลั่งไหลติดตามร่างของชายร่างเล็กคนนี้ จนมาถึงลานเผาศพ ฝูงชนประมาณ 3-4 ล้านคนกั้นสะอื้นไม่อยู่
ทั้งหมดเพื่อให้เกียรติแก่ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีตำแหน่งสำคัญในอินเดีย ชายซึ่งไม่ร่ำรวยและมีทรัพย์สินทั้งหมดไม่ถึง 3 ดอลลาห์เมื่อเขาตาย ไอน์สไตน์กล่าวถึงคานธีว่า 'คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อเลยว่า มีคนแบบนี้อยู่จริงบนโลกมนุษย์นี้'
มีคนกล่าวไว้ว่า 'ท่านคานธีเป็นอมตะ' คงเพราะมรดกแห่งมนุษยชาติอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือการใช้ชีวิตแบบคานธี ชีวิตที่เกิดมาเพื่อความใฝ่ฝันเพียงอย่างเดียว... หลักการเดียว... นั้นคือ หลักอหิงสา
การต่อสู้โดยไม่ใช่ความรุนแรงได้ปลดปล่อยอินเดียให้เป็นอิสระ และนับจากนั้นอีก 50 ปีต่อมา อหิงสาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลก ดังที่มาร์ติน ลูเธอร์คิงส์ ได้กล่าวไว้ว่า "พระเยซูเจ้ามอบคำสอนแก่ข้าพเจ้า คานธีมอบวิธีการ"
อังคารของคานธีได้รับการอันเชิญโดยรถไปชั้นสามขบวนพิเศษ ไปยังชายฝั่งมหาสมุทรเพื่อโปรยลงบนคลื่น ที่พำนักสำหรับวิญญาณซึ่งไม่เคยสูญเสียความศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า หรือต่อมนุษย์เลย
"ท่ามกลางความตาย ชีวิตยังคงอุบัติขึ้น ท่านโปรยความเท็จ ความจริงก็ยังคงอุบัติขึ้น ท่ามกลางความมืด แสงสว่างยังคงอุบัติ ด้วยเหตุนั้นข้าพเจ้าถือว่าพระเป็นเจ้าคือชีวิต คือความจริง คือแสงสว่าง พระองค์คือความรักและความดีอันสูงสุด"
มหาตมะ คานธี |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:26 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ป ระวัติศาสตร์ของ TAKOLA นั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งนับแต่โบราณมาแล้ว ในสมัยโบราณ วรรณคดี อินเดียได้กล่าวถึงเมือง ท่าสำหรับลงเรือมาทางตะวันออก คือ เมืองท่า ตาม์รลิป์ติ เมืองท่า อมราวดี เมืองท่า คอนจีเวรัม.เมืองท่าเหล่านี้ ตั้งเรียงกันอยู่ทางตะวันออก ของประเทศอินเดีย ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าจะลึกเข้าไปในตัวประเทศ ก็ย่อมเดินทางมาสู่ท่าเรือเหล่านี้ ท่าใดท่าหนึ่งที่สะดวกที่สุด แล้วลงเรือที่นั้นมายัง"สุวรรณภูมิ"อันมีเมืองท่า Takola "ตะโกลา" เป็นเมืองท่าสำคัญและจะต้องถึง Takola "ตะโกลา" ก่อน บัดนั้นบัดนี้เป็นที่ยุติกันแล้วใน วงนักโบราณคดี ว่าได้แก่ "ตะกั่วป่า" (Takuapa)
แหลมมลายู หรือแหลมทองทั้งหมดนี้มีนามอีกอย่างหนึ่งว่า "สุวรรณภูมิ" ในภาษากรีก ตาม บันทึกภูมิประเทศปโตเลมี เรียกว่า "ไครเซ เคอโซนีส (Chryse Chersonesus) ซึ่งแปลว่า "แผ่นดินทอง" เหมือนกัน "แผ่นดินทอง" ของปโตเลมีนั้น เขากำหนดเขตไว้ในบันทึกของเขาว่า ทางตะวันตก ตั้งแต่ Takola ลงไปจนสุดแหลมแล้วอ้อมขึ้นมาถึงเมือง BALONKA ตะวันออก คำว่า "เมืองทอง"นี้เรียกกันมาพันกว่าปีแล้ว เมื่อสอบสวนวรรณคดี อินเดียในสมัยโบราณจนเป็นที่พอใจแล้วได้ยืนยันว่าเมื่อรวมแหลมทั้งหมดเข้าด้ วยกันกับเกาะสุมาตรา เกาะชวาแล้ว วรรณคดีอินเดียโบราณเรียกว่า "สุวรรณทวีป" ดินแดนที่เรียกว่า "สุวรรณทวีป" นี้ปรากฎจากร่องรอยของโบราณสถานและโบราณวัตถุ แสดงว่า ได้มีชนชาติต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือ ชาวอินเดีย ชาวจีน ชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย ชาวกรีก กระทั้งชาวโฟนิเซีย
สำหรับชนชาติโฟนิเซีย ซึ่งเป็นชาติที่เก่าแก่ที่สุด ดร.ริยินาล เลอ-เม กล่าวไว้ว่า "มีเหตุผลพอที่จะเชื่อได้ว่า ชนชาวจีนเองได้มายังแหลมมลายูตั้งแต่ ยุคแรกๆโน้น เพื่อการหาดีบุก และยังเป็นไปได้ว่า แม้ชาว โฟนิเซีย ก็ ได้มาสู่ที่นี้เหมือนกันแม้จะมีหลักฐานแต่เพียงการได้พบเหรียญโลหะผสมจำนวนม าก เป็นเหรียญแบนๆ ด้านหนึ่งเกลี้ยง ด้านหนึ่งมีตราสี่เหลี่ยม เป็น ร่องลึกลงไป ซึ่งไม่เพียงแต่ขุดพบที่แถบแหลมมลายูของไทยเท่านั้น ยังขุดพบทั่วไปในหมู่เกาะ บอร์เนียว และหมู่เกาะอินโดนีเซียส่วน ฮอลันดาด้วย. เหรียญโบราณเก่าแก่ มีตราสี่เหลี่ยม เหล่านี้ เป็นเหรียญของอาณาจักรลิเดีย (LYDIA) ตั้งแต่หกศตวรรษ ก่อนคริสต ศักราช นับรวมเข้า ในพวกเหรียญ โฟนิเซีย "
เมื่อดูจากเศษกระเบื้องต่างๆ ที่เกลื่อนกลาดอยู่ที่ริมทะเลของเมือง "ตะกั่วป่า"(Takuapa) ปัจจุบัน หรือ "ตะโกลา" (Takola) ในอดีต ก็แสดงให้เห็นว่า ชาวจีนได้นำ เอาเครื่องกระเบื้องของตนขนเข้ามาขายยังถิ่นนี้ตั้งแต่ 1,600 ปีมาแล้ว และชาวเปอร์เซีย ก็นำเครื่องกระเบื้องของตนเข้ามาขายด้วยตั้งแต่ 1,200 ปีมาแล้วเหมือนกัน ชาวกรีกได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 2 ถึงที่ 5 คือ ไม่น้อยกว่า 1,500 ปีมาแล้ว สำหรับชาวอาหรับ นั้นเรามีหลักฐานแน่นอน จากจดหมายเหตุของพวกอาหรับเอง ซึ่งแสดงให้เราทราบว่าเข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนส่วนนี้ตั้งแต่ สมัย 1,100 ปี มาแล้วเหมือนกัน
แต่เรื่องราวที่จะกล่าวถึงเฉพาะการค้าขาย และการทำธุรกิจในสมัยโบราณของชาวอินเดียและเป็นประเด็นของการทำการค้าขายทาง น้ำถือเอาเมืองท่าที่สำคัญของดินแดน" สุวรรณภูมิ" คือเมืองท่า Takola "ตะโกลา" เป็นหลัก |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:27 am ชื่อกระทู้: |
|
|
จากหลักฐานโบราณสถาน โบราณวัตถุ ในดินแดนประเทศไทย ทำให้เราได้ทราบว่า อารยธรรมอินเดีย ได้หลั่งไหลแผ่เข้ามายังดินแดนประเทศไทย ตั้งแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ ๖-๗ ชาวอินเดียเรียกประเทศไทยว่า "ดินแดนสุวรรณภูมิ" และได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งในแหลมอินโดจีนพร้อมทั้งได้นำวัฒนธรรมและศาสนา คือ ศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา เข้ามาเผยแพร่ด้วย
ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๗ ถึง ๑๑ ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของจีนว่ามีอาณาจักร
"ฟูนัน" ตั้งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ และได้แผ่อาณาเขตไปทางทิศตะวันตกถึงแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย เมื่ออาณาจักร "ฟูนัน" สลายตัวในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๒ แล้ว ในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้เกิดอาณาจักรที่สำคัญทางพุทธศาสนาขึ้น ชื่อว่า อาณาจักรทวาราวดี การจัดสมัยและกำหนดอายุของศิลปกรรมในประเทศไทย นักปราชญ์ทางโบราณคดีได้กำหนดไว้ ดังนี้
- ศิลปทวาราวดี พุทธศตวรรษ ๑๑-๑๖
- เทวรูปรุ่นเก่า พุทธศตวรรษ ๑๒-๑๔
- ศิลปศรีวิชัย พุทธศตวรรษ ๑๓-๑๘
- ศิลปลพบุรี พุทธศตวรรษ ๑๖-๑๙
- ศิลปเชียงแสน พุทธศตวรรษ ๑๖-๒๓
- ศิลปสุโขทัย พุทธศตวรรษ ๑๘-๒๐
- ศิลปอู่ทอง พุทธศตวรรษ ๑๘-๒๐
- ศิลปอยุธยา พุทธศตวรรษ๑๙–ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓
- ศิลปรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษ ๒๓-๒๕
เมื่อประมาณ ๖๐-๗๐ ปีมานี้เอง นักปราชญ์ทางโบราณคดีมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรง
ราชานุภาพและศาสตราจารย์ ยอร์จ เชเดส์ เป็นต้น ได้นำเอาชื่อ "ทวาราวดี" มาใช้กำหนดสมัยของศิลปะโบราณวัตถุ และโบราณสถานที่พบในประเทศไทยในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา (อันรวมถึงแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ฯลฯ ด้วย) เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียสมัยอมราวดี สมัยคุปตะ และหลังคุปตะ และได้กำหนดอายุของศิลปะทวาราวดีในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ และศิลปะทวาราวดี ที่แยกไปอยู่ภาคเหนือที่แคว้นหริภุญชัยถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘
คำว่า "ทวาราวดี" เดิมเป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากชื่ออาณาจักรที่จดหมายเหตุจีนเรียกว่า "โถโลโปติ" (To-lo-po-ti) ว่า ตรงกับคำสันสกฤตว่า "ทวาราวดี" และคำนี้ได้ติดอยู่เป็นสร้อยชื่อของนครหลวงของประเทศไทย มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้มีผู้พบเหรียญเงินมีอักษรจารึกที่นครปฐมคำจารึกเป็นอักษรสันสกฤต รุ่นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ มีข้อความว่า "ศรีทวาราวดี ศวร- ปุณยะ" แปลว่า "บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวาราวดี" อันแสดงว่าอาณาจักรทวาราวดีนั้นมีจริงในประเทศไทย |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 27/06/2006 7:30 am ชื่อกระทู้: อาณาจักรไทยสมัยโบราณ |
|
|
1.อาณาจักรฟูนัน
พุทธศตวรรษที่ 6-11 ( ประมาณระหว่าง พ.ศ. 500 -1100 ) เชื่อว่าบรรพบุรุษอพยพมาจาก ประเทศอินเดีย
ถิ่นฐานอยู่ บริเวณปากนํ้าโขงในกัมพูชาแผ่ขยายมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคใต้ของลาว ไม่ปรากฏศูนย์
กลางอย่างแน่ชัด มีการปกครองเเบบเทวราช และมีวัฒนธรรมแบบพราหมณ์ - ฮินดู หลักฐานที่ค้นพบ คือเครื่องประดับ
เทวรูป เหรียญตรา
2.อาณาจักรนครศรีธรรมราช(ตามพรลิงค์)
พุทธศตวรรษที่ 7-19 (พ.ศ.600-1900)จากหลักจดหมายเหตุจีนและเอกสารอินเดีย เชื่อว่าเมืองหลวงอยู่ที่
นครศรีธรรมราช จากหลักฐานร่องรอยคูเมืองและกำแพงใหญ่ ศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์ พระพุทธสิหิงค์ เป็นต้น เคยเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมากต่อมาตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิช ัย ทวาราวดี และสุโขทัย
3.อาณาจักรขอม
พุทธศตวรรษที่ 11- 19 (ระหว่าง พ.ศ. 1000 - 1900) มีอาณาจักรอยู่บริเวณปากแม่น้ำโขง กัมพูชา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สืบต่อจากอาณาจักรฟูนัน มีความเจริญรุ่งเรืองมาก รับวัฒนธรรมจากอินเดีย
ปกครองแบบเทวราช ระบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา นับถือศาสนาพราหมณ์ มีการสร้างเทวรูปและปราสาทหิน
ที่สำคัญ คือ นครวัด - นครธม ซึ่งนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และปราสาทหินอื่นๆในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของไทยมากมาย
4.อาณาจักรโคตรบูร
พุทธศตวรรษที่ 11-15 (ระหว่าง พ.ศ.1000-1500) ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและ
ตอนกลางของลาว เชื่อว่าเมืองหลวงโคตรบูรตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือ เมืองท่าแชกของลาวอาณาจักรนี้นับถือ
พุทธศาสนา มีการสร้างพระเจดีย์สำคัญ คือ พระธาตุพนม
5.อาณาจักรทวาราวดี
พุทธศตวรรษที่ 11- 16 (ระหว่าง พ.ศ. 1000-1600) เป็นอาณาจักรใหญ่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคกลางของไทย
ถึงหัวเมืองมอญ เจริญรุ่งเรืองพร้อมกับอาณาจักรขอมศูนย์กลางไม่ปรากฎแน่ชัด มีการสันนิษฐาน 3 กลุ่ม คือ เมืองนครปฐม
กลุ่มสองว่าอยู่ที่เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรีและกลุ่มสามว่าอยู่ที่ ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีหลักฐานต่าง ๆ มากมายในด้าน
พุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมจากอินเดีย เช่น พระพุทธรูป รูปคน รูปเทวดา พระโพธิสัตว์ ธรรมจักรเหรียญตรา ศิลาจารึก
เป็นต้น และหลักฐานของไทย ได้แก่ ตำนานมูลศาสนา และตำนานจามเทวีวงศ์
6.อาณาจักรละโว้
พุทธศตวรรษที่ 11 - 19 (ระหว่าง พ.ศ. 1000 -1900) สืบทอดความเจริญต่อจากอาณาจักรทวาราวดี เชื่อว่าละโว้ คือ
เมืองลพบุรี ตามตำนานพงศาวดารเมืองเหนือเคยตกอยู่ใต้อำนาจขอม จึงรับวัฒนธรรมจากทวาราวดีและขอมไว้มากมาย
เช่น พระปรางค์สามยอด สร้างตามแบบขอมละโว้เคยติดต่อกับจีน แต่ต่อมาตกอยู่ใต้ การปกครองของอยุธยา
7. อาณาจักรศรีวิชัย
พุทธสตวรรษ ที่ 11- 17 (ระหว่างพ.ศ. 1000-1700) ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของไทยตลอดแหลมมลายู เกาะสุมาตรา
และชวา ศูนย์กลางเชื่อว่าตั้งอยู่ที่ เมืองไชยาสุราษฎร์ธานีซึ่งมีหลักฐานคือ พระบรมธาตุไชยา ซากกำแพงเมือง และ
โบราณวัตถุมากมาย บ้างก็เชื่อว่าอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ซึ่งมีมหาสถูปบุโรพุทโธ แลสิ่งก่อสร้างตามคติศาสนาพุทธ
นิกายมหายาน และศาสนาพราหมณ์
8. อาณาจักรโยนก เชียงแสน
พุทธศตวรรษที่ 14-15 (ระหว่าง พ.ศ.1300-1500) เชื่อว่าผู้นำกลุ่มคนไทยชื่อ สิงหนวัติ ได้สร้างเมืองนาคพันธุ์-
สิงหนวัตินคร (อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ต่อมา คือ อาณาจักรโยนกนคร มีเมืองเชืองแสนเป็นราชธานี
มีอาณาเขตถึงตัวเกี๋ยของเวียดนาม ถึงแม่น้ำสาละวิน รัฐฉานของพม่า และยูนานของจีนจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน
ต่อมาสร้างเมืองใหม่คือเวียงสีทองไชยนารายณ์ และไชยปราการ (อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่)เป็นเมืองหลวง ต่อมาถูกขอมรุกรานและถูกน้ำท่วมบ้านเมืองพังพินาศล่มสลายไป
9.อาณาจักรหริภุญชัย (ลำพูน)
(ประมาณ พ.ศ.1310-1835) กำเนิดหลังอาณาจักรโยนกเชียงแสน ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน
(จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) ตามตำนานจามเทวีวงศ์กล่าวว่า กษัตริย์องค์แรก คือ พระนางจามเทวี ต่อมาสร้าง
เมืองเชลางค์นคร (ลำปาง) อยู่ในลุ่มน้ำวัง มีความเลื่อมใส พุทธศาสนาและก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ มากมายที่สำคัญ
เช่น เจดีย์วัดกู่กุดหรือวัดจามเทวีลำพูนเจดีย์ช้าง ยืนวัดพระธาตุหริภุญชัยต่อมาตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักร
ล้านนาของพ่อขุนมังราย
10.อาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่)
(ประมาณ พ.ศ.1804 - 2432) พ่อขุนมังรายเจ้าเมืองเงินยางต่อมาสร้างเมืองเชียงรายขึ้น เมื่อได้หริภุญชัยไว้
ในอำนาจแล้ว ปี พ.ศ. 1839 ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ คือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ พ่อขุนมังรายเป็นพระสหายกับ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งสุโขทัยอาณาจักรล้านนามีความเจริญมากในด้านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ มีตัวอักษรเป็นของตนเอง
นับถือพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์แบบสุโขทัย ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นอาณาจักรอยุธยาและพม่าบ้าง เป็นอิสระบ้างจนถึง
สมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 5 ได้รวมอาณาจักรล้านนาเข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยด้วย |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
เบีย บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 09/09/2006 12:59 pm ชื่อกระทู้: เนรูห์ |
|
|
ทำไมเนรูห์จึงไปสนับสนุนจีนคอมมิวนิสต์ทั้งที่ขัดกับนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสงครามเย็น  |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
webmaster บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 10/09/2006 2:40 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
ใช่ครับ เนรูห์สนับสนุนการปฎิวัติในจีนปี ค.ศ.1949 ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทยมีชัยประกาศตั้งรัฐบาลสังคมนิยม โดยมีทัศนะว่าพวกคอมมิวนิสต์จะเป็นป้อมปราการจักรพรรดินิยมตะวันตก ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในตอนนั้น
เนรูห์เชื่อในเรื่องการอยู่ร่วมกันด้วยสันติเป็นพี่น้องกันหรือที่เรียกว่า หลักเบญจศีล(the Five Principles of Peaceful Coexistence) เขาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดประชุมที่บันดุง ทำให้เกิดกลุ่มประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ผ่ายใดหรือ Nonaligned Movement : NAM ในปี 1955
แม้ว่าเนรูห์จะเชื่อในเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และต่อต้านการรุกของชาติตะวันตก (สมัยนั้นมีการล่าอาณานิคมในทวีปอาแฟริกากันมากโดยเฉพาะหลุ่มประเทศโลกที่สาม) หลักข้อเชื่อนี้เองทำให้เขาสนับสนุการปฎิวัติในจีนปี ค.ศ.1949
แต่เนื่องจากธิเบตซึ่งเป็นรัฐกันชนระหว่างจีนกับอินเดีย และจีนก็อ้างความเป็นเจ้าของธิเบตและความไม่เชื่อใจระหว่างชาติทั้งสองทำให้จีนเปิดฉากการรุกเข้ายึดธิเบตในปี 1951จนกลายมาเป็นความขัดแย้งและเกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างกันเมื่อปี 1962
ฉะนั้นในความคิดเห็นของผมเองขอกล่าวว่า การอยู่ร่วมกันโดยสันติจะมีขึ้นได้เมื่อมีผลประโยชน์ลงตัวกันเท่านั้นแหละครับ เหมือนทฤษฎีเกมส์หรือ game theory เอวัง... |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
|