| ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป |
| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:48 am ชื่อกระทู้: ยุคก่อนอยุธยา |
|
|
เขียน : ถาวภักดิ์
เนื้อหาย่อ : ประวัติศาสตร์การตั้งบ้านเมืองในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ...ก็มีข่าวการค้นพบเมืองโบราณในเขต บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ที่เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรสุวรรณภูมิ ที่ถูกกล่าวถึงในพระไตรปิฎก ...
มีการพบหลักฐานของการตั้งบ้านเมืองในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยมากมาย ย้อนหลังไปได้ถึงยุคพุทธกาล เมืองโบราณ ต่างๆในบริเวณนี้ มีอาทิ เช่น อู่ทอง อโยธยา ศรีมโหสถ ไตรตรึงส์ นครปฐม(พระปถม) ละโว้ เป็นต้น
ล่าสุด (เดือน กันยายน 2543) ก็มีข่าวการค้นพบเมืองโบราณในเขต บ้านดอนตาเพชร จังหวัดกาญจนบุรี ที่เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรสุวรรณภูมิ ที่ถูกกล่าวถึงในพระไตรปิฎก
ความมั่งคั่ง และความหนาแน่นของผู้ที่หากินอาศัยในบริเวณนี้ เป็นเหตุให้เกิดชุมชนเมืองมาแต่โบราณ ที่มีความสำคัญต่อ ความเป็นอยู่ของชุมชนอื่นๆโดยรอบ ซึ่งพิจารณาได้จากความเป็นศูนย์กลางการค้า โดยดูจากตำนานความมั่งคั่งของสุวรรณภูมิ แดนสวรรค์ของเหล่าพ่อค้าสำเภา และความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค โดยดูจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ ตำนานหลายตำนานได้แสดงถึงแรงดึงดูด ให้ราชวงศ์กษัตริย์เข้ามาแย่งชิงอำนาจเหนือภูมิภาคแห่งนี้ ไปพร้อมๆกับ แสนยานุภาพที่เข้มแข็ง สามารถแผ่เดชานุภาพ ครอบงำภูมิภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะทางตอนเหนือ เช่น ตำนานการเสียเมืองเชียงแสน ให้กับพวกไทยใหญ่ และเชื้อสายพระเจ้าพรหมมาตั้งเมืองไตรตรึงส์ (อยู่ในเขตจังหวัดนครสวรรค์) สอดรับกับ ตำนานการกำเนิดเมืองอู่ทองที่ว่า
พระธิดาของเจ้าเมืองไตรตรึงส์ได้เสวยมะเขือของท้าวแสนปมจนตั้งครรภ์ และพระอินทร์ เนรมิตเมืองอู่ทองให้ท้าวแสนปมขึ้นครอง ทั้งยังมีตำนานที่กล่าวถึงการว่างกษัตริย์ของเมืองสุพรรณบุรี เชื้อสายพระเจ้าพรหมได้ยกกำลังมาซุ่มดูเหตุการณ์ ชาวเมืองเห็นลักษณะเข้าตำรา
จึงยกขึ้นเป็นกษัตริย์สืบราชวงศ์สุพรรณบุรีต่อมา
ในตำนานจามเทวีกล่าวถึง การรุกรานของขุนวิลังคะ กษัตริย์ชาวลัวะ ซึ่งมีกองทัพที่เข้มแข็ง เมืองหริภุญชัยไม่สามารถ ต้านทานได้ จนพระนางจามเทวีใช้มารยาหญิง จึงรอดพ้นจากการถูกครอบครองได้
พิจารณาจากตำนานเมืองเชียงแสนที่ว่าต้นราชวงศ์คือปู่จ้าวลาวจก หรือพระเจ้าลวจักรราช ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางท่านตี ความว่าเป็นผู้นำชาวลัวะ ประกอบกับ การเสียเมืองเชียงแสนให้กับขอม ในรัชสมัยพระเจ้าพิงคราช แล้วกู้คืนได้โดยพระเจ้าพรหมผู้เป็นบุตร
ผมสงสัยว่าตำนานทั้งสอง คงจะมีรากฐานจากข้อเท็จจริงเดียวกัน บางทีขุนวิลังคะอาจจะเป็นพระเจ้าพรหมก็ได้
ละโว้ และหริภุญชัยยังถูกกล่าวถึงในตำนานที่เกี่ยวกับศรีวิชัย (เอ หรือว่า นครศรีธรรมราชก็ไม่รู้ซิ ชักเลือนๆ) ว่าครั้งหนึ่ง กษัตริย์ละโว้ยกไปรบกับกษัตริย์หริภุญชัย ทัพของศรีวิชัยก็ฉวยโอกาสเคลื่อนกำลังมาครอบครองละโว้ เมื่อทัพละโว้ทราบข่าว ว่าเสียเมืองก็รีบตรงเข้าเมืองหริภุญชัยได้ก่อน วงศ์เดิมของหริภุญชัยจึงสาบสูญตั้งแต่นั้นมา
นักโบราณคดียังพบความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างละโว้ กับพระนคร (เขมร) ซึ่งเดิมเชื่อว่าพระนครมีอำนาจเหนือละโว้ แต่ในรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ผู้สร้างอยุธยา ลพบุรีเป็นดังเมืองลูกหลวงของอยุธยา และพระเจ้าอู่ทองได้ส่งกองทัพนำโดยขุนหลวงพะงั่ว (น้องเมีย) แห่งราชวงศ์สุพรรณบุรี ไปตีพระนครได้สำเร็จ โดยให้เหตุผลที่ไปตีว่า "ขอมแปรพักตร์" จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ราชวงศ์อู่ทอง มีอำนาจสุงสุดเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคนี้แล้ว ตั้งแต่ก่อนสร้างอยุธยา ประวัติศาสตร์ยังได้กล่าวถึง สามพ่อขุน คือ พญาเม็งรายแห่งล้านนา พญางำเมืองแห่งภูกามยาว และพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ต่างก็ถูกส่งไปเรียนต่อเมืองนอกในสมัยนั้น คือ ละโว้
พ่อขุนผาเมืองผู้ร่วมรบขับไล่ขอมกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ดูจะสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ หลังพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งสุโขทัย แต่ก็ไม่น่าเป็นเช่นนั้น เพราะพิจารณาจากที่พ่อขุนผาเมืองได้รับพระราชทานพระธิดา จากผีฟ้าแห่งยโสธรปุระ (พระเจ้าชัยวรมันที่ 7) เป็นมเหสี ย่อมแสดงถึงศักดานุภาพที่ไม่ธรรมดา เกินกว่าจะสาบสูญไปง่ายๆ จากหน้าประวัติศาสตร์
ถ้าจำไม่ผิด ดูเหมือนศิลาจารึกหลักที่ 2 มีระบุนัยยะสำคัญว่า เมื่อสูงวัยพ่อขุนผาเมืองได้กลายเป็นอาจารย์ สอนศิลปศาสตร์แก่กษัตริย์ทั้งปวง ผมจึงเอาแพะมาชนแกะ สงสัยว่าท่านคงจะเป็นครูของพ่อขุนทั้งสาม และในจารึกเดียวกันนี้ได้กล่าวถึงบิดา และตัวหลวงพ่อศรีศรัทธา ผู้เป็นหลานของพ่อขุนผาเมือง ว่ามีรากฐานเดิมอยู่ที่ละโว้ ผมจึงยิ่งเกิดแรงบันดาลใจมากยิ่งขึ้นว่า แพะกับแกะคงจะชนกันได้พอดี ประกอบกับนักประวัติศาสตร์หลายท่านยังมองว่า พ่อขุนผาเมืองได้ไปครองเขมร หรืออย่างน้อยเมืองใหญ่เมืองหนึ่งใต้อิทธิพลเขมร
ฉะนั้นประวัติศาสตร์ฉบับแพะๆแกะๆของผมจึงมองว่า เชื้อสายของพ่อขุนผาเมืองคงจะได้ตั้งราชวงศ์ที่ทั้งเขมร และไทยต่างก็กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ เป็นศูนย์กลางอำนาจในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา สืบทอดมาถึงพระเจ้าอู่ทอง นั้นเอง หลักสำคัญประการหนึ่งของทฤษฎีนี้ คือ ข้อสรุปของจิตร ภูมิศักดิ์ ว่าด้วยการเรียกชาวใต้ว่าขอมของชาวเหนือ ซึ่งผมตีความว่า ชาวเชียงแสนในยุคเดียวกับพระนางจามเทวีคงจะเรียก ชาวหริภุญชัยว่าขอม
ครั้นต่อมาชาวสุโขทัยก็เรียกผู้ที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาว่าขอม
ในยุคที่ละโว้กับพระนครมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คำว่าขอมในสายตาของชาวเหนือ จึงรวมเอาเขมรไปด้วย ซึ่งก็เป็นเหตุเป็นผลไม่น้อย ที่ผมเหมาว่าพระเจ้าอู่ทองท่านเป็นเชื้อสายชาวเหนือ ท่านจึงสมรสกับเชื้อสายชาวเหนือด้วยกัน (ที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ทั้งราชวงค์สุพรรณบุรี และต้นราชวงศ์อู่ทองสืบเชื้อสายจากพระเจ้าพรหม) แถมน้องเมียของท่าน คือขุนหลวงพะงั่ว ก็ได้สมรสกับชาวสุโขทัยเสียอีก เข้าตำราการสงวนวงศ์อสัญแดหวาอย่างยิ่ง พระเจ้าอู่ทองจึงทรงเรียกเขมรว่าขอมเป็นธรรมดาประสาชาวเหนือ แพะและแกะจึงชนกันได้ด้วยประการฉะนี้ละครับ ท่านสารวัตร
ยังไม่เท่านั้นนะครับ อันว่าเมืองราดเมืองเดิมของพ่อขุนผาเมืองนั้น บางกระแสก็ว่าอยู่แถบนครไทย (พิษณุโลก ค่อนมาทาง เพชรบูรณ์-เลย) และยังมีที่ว่าว่าเป็นเชื้อสายของพระเจ้าพรหมเสียอีก บางทีในยุคสุโขทัย-ต้นอยุธยา อาจมีความเชื่อว่าราชวงศ์ สุโขทัยสืบทอดมาแต่พระเจ้าพรหมเช่นกัน
การค้นพบวัตถุโบราณร่วมสมัยทวารวดีในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มีความประณีตบรรจงยิ่งกว่าศิลปวัตถุในยุคเดียวกันที่ค้น พบในที่อื่น แม้ตามเมืองท่า ดูจะเป็นหลักฐานบ่งชี้ความเจริญ และอำนาจที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าที่อื่น
วัดพนัญเชิงซึ่งถูกสร้างตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงศรีฯ ยังมีตำนานของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับพระราชทานพระราชธิดาจากพระเจ้ากรุงจีน ซึ่งผมสงสัยว่าน่าจะเป็นราชวงศ์สุพรรณบุรี เพราะในยุคต้นกรุงศรีฯ ที่กษัตริย์อยุธยาแตกคอกับทางสุพรรณบุรี
เมืองจีนก็ยังรับรองกษัตริย์แห่งเมืองสุพรรณว่าเป็นอ๋อง โดยพระราชทานตราตั้งให้แทนที่จะให้กษัตริย์อยุธยา ซึ่งมีพระราชอำนาจมากกว่า ก็คงด้วยสนิทใจว่าเป็นญาติกันกระมัง?
แต่ประเด็นสำคัญที่จะชี้ให้เห็นจากตำนานนี้ก็คือ พระบรมเดชานุภาพที่ยิ่งใหญ่ของกษัตริย์แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่แม้พระเจ้ากรุงจีนยังต้องเกรงใจ มาตั้งแต่ก่อนตั้งกรุงศรีฯ ซึ่งก็เป็นประเด็นสนับสนุนที่ชวนให้เชื่อได้ว่า พระนครอยู่ภายใต้อิทธิพลของอำนาจแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงศรีฯ
คุณไมเคิล ไร้ท์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในแถบนี้ต่างก็ได้รับอิทธิพลอารยะธรรมอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมหาภารตะยุทธ์ หรือ เทวานุภาพของพระราม แต่กลับมีแต่เพียงในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่นำเอาชื่อเมืองเหล่านี้มาใช้ ในเขมรกลับไม่ใช้ ในความเห็นผมมองว่า ก็ด้วยความเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจมาตั้งแต่ยุคอโยธยา พระเจ้าอู่ทองจึงทรงเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ด้วยพระบรมเดชานุภาพที่สมกับพระนาม และชื่อเมืองอย่างแท้จริง
นึกได้อีกตำนานที่มีนัยยะสำคัญแสดงการสู้รบอันยาวนาน ระหว่างชาวเหนือกับชาวใต้ (ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา) นั้นคือ ตำนานพระร่วง ซึ่งมีอยู่หลายสำนวนด้วยกัน แต่ก็ล้วนกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงบุญญาธิการยิ่งของสุโขทัย ในยุคก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (เข้าใจว่า หลายร้อยปี) ผู้เป็นราชโอรสของกษัตริย์สุโขทัยกับนางนาค ซึ่งภายหลังเป็นผู้ที่สามารถต่อต้านขอมผู้ครอบครองได้ และเป็นที่มาของตำนาน ปลีกย่อยไปอีก เช่น ขอมดำดิน และการใช้ชะลอมส่งส่วยน้ำให้ขอมแทนตุ่ม
เรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ สื่อประเด็นสำคัญของความเป็นมาในภูมิภาคนี้ในอดีต ที่บ่งชี้ความเจริญ และศูนย์กลางแห่งอำนาจนั้นอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาตลอด โดยแผ่อำนาจขึ้นไปทางเหนือเป็นเวลานับพันปีมาแล้ว ในขณะที่ฝ่ายเหนือก็พยายามสู้รบต่อต้านมาโดยตลอดเช่นกัน จนมารวมกันได้ติดอย่างแท้จริงในสมัยอยุธยา (ผนวกสุโขทัย) และยุครัตนโกสินทร์ (ผนวกล้านนา) และความพยายามในการรวมดินแดนแถบเหนือและใต้ (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) ก็มีมาโดยตลอดพันปีเช่นกัน ดูจากตำนานต่างๆ ที่ล้วนอ้างสิทธิความชอบธรรมในราชสมบัติของอาณาจักรฝ่ายเหนือ จากความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์ฝ่ายเหนือ ของผู้ครองบัลลังค์ฝ่ายใต้ จนดูจะพัฒนาเป็นราชประเพณีสำคัญของราชสำนักไป แม้ในยุครัตนโกสินทร์เองก็มีหนังสือ "อภินิหารบรรพบุรุษ" ที่กล่าวถึงการสืบราชวงศ์จักรีมาแต่ราชวงศ์พระร่วง
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์อารยธรรมต่างๆ ก็ดูมีเค้ามูลความเป็นไปได้อยู่มากเช่นกัน เช่น จีนที่ถูกมองโกลรุกราน แต่กลับกลืนผู้ครอบครองให้กลายเป็นจีนไป หากความเจริญ และร่ำรวยที่ยาวนานก็สร้างความอ่อนแอให้กับระบบ จนทำให้ผู้ที่เคยอยู่ใต้การปกครองลุกขึ้นมาต่อต้าน แล้วกลายเป็นผู้ปกครองได้ หากผู้ปกครองใหม่ย่อมถูกดึงดูดให้ไปอยู่ที่ที่เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ในการปกครองและเศรษฐกิจ ด้วยอารยธรรมที่เข้มแข็งกว่า หรืออาจผสมโดยนโยบายทางรัฐศาสตร์ ที่ต้องการสร้างความกลมกลืน เป็นเหตุให้ราชวงศ์ใหม่กลายเป็นขอมไปด้วย ตำนานที่เล่าสืบกันมาแต่โบราณจึง อาจเป็นเค้าเงื่อนที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาในอดีตอย่างเที่ยงตรงกว่า การสร้างทฤษฎีของนักวิชาการบางท่านด้วยซ้ำไป
ดังนั้นจากแนวคิดนี้เราจึงเห็นความเป็นขอมที่ไม่ใช่เขมร หากเป็นคำเรียกชนกลุ่มหนึ่ง โดยชนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทั้งผู้เรียกและผู้ถูกเรียก เมื่อ 1,000ปีก่อน ก็จะเป็นคนละกลุ่มกับ ในเวลา 500 ปี ต่อมายิ่งไปกว่านั้น ความเป็นไทยในปัจจุบัน จึงมีที่มาอันหลากหลายและกว้างขวางยิ่ง จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปราสาทหิน และวัตถุโบราณ แบบขอม ที่เราพบอยู่เกลื่อนกลาดในภูมิภาคนี้ คือมรดกของไทยอันชอบธรรม
**นำมาจาก วิชาการดอทคอม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย admin เมื่อ 09/05/2006 8:00 am, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:49 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ดินแดนอันเป็นที่ตั้งประเทศไทยปัจจุบัน เดิมคือ อาณาจักรสุวรรณภูมิ เป็นถิ่นเดิมของชาวลวะ หรือละว้า
ยกเว้นดินแดนทางภาคใต้ซึ่งเป็นอาณาเขตของชาติมอญ
อาณาจักรสุวรรณภูมิ แบ่งแยกอำนาจการปกครองออกเป็น 3 อาณาเขต คือ
-อาณาเขตทวาราวดี มีเนื้อที่อยู่ในเขตตอนกลางบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแผ่ออกไปจากชายทะเลตะว ันตกของอ่าว ไทยจนถึงชายทะเลตะวันออก มีเมืองนครปฐม(หรืออู่ทอง? ที่นครปฐมเป็นศูนยืกลางเผยแพร่ศาสนา) เป็นราชธานี
-อาณาเขตยาง หรือโยนก อยู่ตอนเหนือ ตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองเงินยาง
-อาณาเขตโคตรบูรณ์ ดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง มีเมืองนครพนมเป็นราชธานี
เป็นไปได้ว่า อาณาจักรสุวรรณภูมิ จะมีศูนย์กลางหรือความเจริญอยู่ที่ เมืองอู่ทอง ดังข้อความต่อไปนี้(นำมาจากประวัติเมืองเก่าอู่ทอง)
"เมืองโบราณอู่ทอง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่นํ้าจรเข้สามพัน ลักษณะเป็นรูปวงรี มีคูนํ้าคันดินล้อมรอบ ทิศตะวันตกของเมืองคือเทือกเขารางกะปิด เขาคำเทียมและเขาพระ ทิศตะวันออกเป็นที่ราบกักเก็บนํ้า นอกเมืองมีแนวคันดินเป็นถนนโบราณ เรียกว่าถนนท้าวอู่ทอง และแนวคันดินรูปเกือกม้า เรียกว่าคอกช้างดิน ซึ่งคงจะเป็นเพนียดคล้องช้างโบราณ หรือสระเก็บนํ้า
เมืองโบราณแห่งนี้มีร่องรอยการอยู่อาศัยของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวั ติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว 2,000-2,500 ปีมาแล้ว ได้ค้นพบเครื่องมือหินขัด ภาชนะดินเผา แวปั่นด้ายดินเผา เป็นต้น ต่อมาได้พัฒนาไปสู่สังคมเมืองสมัยประวัติศาสตร์ ทำการค้าขายกับชาวต่างประเทศ เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย ตะวันออกกลางและยุโรป เป็นศูนย์กลางทางการค้า และต้องไม่ลืมว่าเมื่อก่อนนี้นั่น นํ้าทะเลท่วมขึ้นไปจนถึงปทุมธานี (เช่นมีเปลือกหอย มากมายที่วัดเจดีย์หอย) อู่ทองยังเป็นชายทะเล เป็นเมืองท่าในพิพิธภัณฑ์จึงมีเหรียญ ที่ขุดพบของโรมัน สมัยจักรพรรดิวิคโตรินุสตั้งแสดงไว้ มีเหรียญกษาปณ์ของตนเอง ใช้เพื่อแลกเปลี่ยน ได้รับรูปแบบทางศาสนา ศิลปกรรมแบบอมราวดีจากอินเดีย ได้พบประติมากรรมดินเผารูปพระสงฆ์ 3 องค์ อุ้มบาตรและพระพุทธรูปปูนปั้นนาคปรก ศิลปะแบบอมราวดี ศ.ซอง บวาเชอริเยร์ เชื่อว่าเมืองอู่ทองน่าจะเป็นราชธานีแห่ง อาณาจักรสุวรรณภูมิ เมืองอู่ทองเสื่อมแล้ว สุพรรณบุรีจึงเจริญขึ้นมา และพระเจ้าอู่ทองมาย้ายเมืองไปอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาภายหลัง คือเมื่อ พ.ศ. 1893
กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เสด็จมาเมืองโบราณแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2446 และพบว่าเป็นเมืองโบราณรุ่นเดียวกับนครปฐม รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จในปี พ.ศ. 2456 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์เมื่อ 13 พฤษภาคม 2509" |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:49 am ชื่อกระทู้: |
|
|
อาณาเขตโยนกคืออาณาเขตที่พ่อขุนเม็งรายทรงตั้งขึ้นมา ดังจากข้อความในประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ จาก web http://www.yupparaj.ac.th/webpage/computer/student/topic10/cmthai02.html
เมื่อถึงสมัย พญามังราย กษัตริย์ลำดับที่ ๒๕ ของราชวงศ์ลาวพญามังรายเป็นโอรสของพญาลาวเมง และนางเทพคำขยายธิดาท้าวรุ่งแก่นชายซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองเชียงรุ่งชาวไทยลื ้อในเขตสิบสองปันนา เสด็จขึ้นครองราชย์ที่เมืองเงินยางเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๒ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์นั้น เมืองต่าง ๆ แตกแยกกันมีการวิวาทแย่งชิงไพร่และเขตแดนอยู่เสมอ พญามังรายเห็นว่าล้านนาประเทศนี้ ถ้ามีผู้เป็นใหญ่มากหน้าหลายตา ผู้ที่เดือดร้อนก็คือประชาชน จึงคิดปราบปรามเมืองเล็กเมืองน้อยเหล่านี้โดยเรียกเจ้าเมืองทั้งหลายมาอ่อนน ้มต่อเงินยางเชียงแสน เมืองวดแข็งข้อก็ยกทัพไปปราบเมื่อพระองค์สามารถรวบรวมหัวเมืองต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำกกเข้ามาไว้ในอำนาจได้แล้วก็ทรงตั้งเป็นแคว้น เรียกว่าแคว้นโยน หรือ โยนก จ ากนั้นได้ขยายอำนาจไปทางทิศตะวันตกและทิศใต้เข้าสู่ลุ่มน้ำปิง พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองหิรัญเงินยางเชียงแสนมาสร้างเวียงเชียงรายข ึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๐๕ แล้วยึดเชียงของได้เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๑๒ ต่อมาพบว่าลักษณะภูมิประเทศของเมืองเชียงราย ไม่เหมาะแก่การขยายอำนาจ จึงย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่งไปตั้งที่เมืองฝางในปี พ.ศ. ๑๘๑๖
ต่อมาพญามังรายได้ทราบว่าชนชาติ มอญเรืองอำนาจอยู่ทั่งไปในลุ่มแม่น้ำปิงโดยมีนครหริภุญชัยของพญายี่บาและนคร เขลางค์ของ พญาเบิกผู้น้องเป็นศูนย์กลางทั้งได้ทราบจากพ่อค้าที่มาทำการค้ายังเมืองฝางว ่าหริภุญชัยเป็น เมืองที่เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าขายทั้งทางบกและทางน้ำ ระหว่างเมืองภายในแอ่งแม่ปิงกับที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยอาศัยการสัญจรทางน้ำแม่ปิง ดังที่ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า
“…..เมื่อนั้น ชาวพ่อค้าเมืองหริภุญชัยไปค้าขายถึงเมืองฝางหลายหมู่นัก เจ้ามังรายจึงหาพ่อค้ามาถามดูว่า เมืองหริภุญชัยที่สูอยู่โพ้นยังสมฤทธี หรือบ่สมฤทธีเป็นฉันใด พ่อค้าทังหลายไหว้ว่าเมืองหริภุญชัยที่ตูข้าอยู่โพ้นก็สมฤทธีด้วยเข้าของมาก นัก พ่อค้าทางบกทางน้ำเทียวมาค้าชุเมือง ทางน้ำก็ถึงเมืองโยธิยาก็มาค้าถึง ยุท่างค้าขาย ชาวเมืองก็สมฤทธีเป็นดีมากนักแล พระยาซ้ำถามแถมว่า พระยาเจ้าเมืองสูยังสมฤทธีด้วยริพล ช้างม้าข้าคน สมบัติบ้านเมืองดั่งฤาชา พ่อค้าทังหลายไหว้ว่า พญาเจ้าในเมืองตูข้าโพ้นสมฤทธีด้วยช้างม้าข้าคนมากนัก ควรสนุกบริบูรณ์ด้วยสมบัติชุเยื่องดีหลีด่าย”
พญามังรายได้ฟังก็ “ลวดบังเกิดโลภจิต มักใคร่ได้มาเป็นของตน” หากพระองค์สามารถยึดหริภุญชัยได้ก็เท่ากับเป็นการขยายอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจแ ละการเมือง แต่ทว่า ชนชาติมอญตั้งหลักปักฐานอยู่ในดินแดนนี้มาช้านานแล้ว จึงมีความเพรียบพร้อมทั้งในเรื่องกำลังคนและอาวุธ ขณะที่พญามังรายเพิ่งจะก่อร่างสร้างอาณาจักร ทั้งยังมีกำลังน้อยกว่า ไหนเลยจะเอาชัยได้
เมื่อใคร่ครวญรอบคอบดีแล้ว เห็นว่าการใช้กำลังเข้าหักหาญนั้นรังแต่จะพ่ายแพ้ จึงใช้ยุทธวิธีส่ง อ้ายฟ้า ไปเป็นไส้ศึกดำเนินการยุแหย่ทำลายความสามัคคีระหว่างพญายี่บากับประชาราษฎร์
วิธีการของพญามังรายก็คือ แสร้งลงโทษสถานหนักแก่อ้ายฟ้า โดยการเฆี่ยนตี แล้วยึดลูกเมียทรัพย์สมบัติเข้าเป็นของหลวง จากนั้นก็เนรเทศอ้ายฟ้าออกจากเมือง อ้ายฟ้าหนีไปพึ่งใบบุญพญายี่บาแห่งหริภุญชัยแล้วสามารถปฏิบัติตนให้เป็นที่โ ปรดปราน และไว้วางใจของพญายี่บา ตลอดจนบรรดาขุนนางและประชาชน จนกระทั่งพญายี่บามอบอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินคดีความต่างๆ แก่อ้ายฟ้า ทั้งยังมอบหน้าที่ในการเก็บภาษีอากรเข้าพระคลังหลวงให้อ้ายฟ้าด้วย
อ้ายฟ้าได้โอกาส จึงสร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรด้วยการเก็บภาษีในอัตราที่สูงผิดปกติ มีการเกณฑ์ราษฎรไปขุดเหมืองตีฝายชักน้ำเข้านาในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งตอนนั้นดินจะแห้งแข็ง ทั้งยังกำหนดให้แล้วเสร็จในเวลาอันจำกัด เหมืองแห่งนี้ภายหลังจึงได้ชื่อว่า เหมืองแข็ง ซึ่งยังปรากฎร่องรอยให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ อ้ายฟ้ายังเกณฑ์ราษฎรไปตัดไม้ในป่ามาสร้างคุ้มให้พญายี่บา โดยให้ลากไม้มาตามท้องทุ่งนา ทำลายต้นข้าวที่กำลังเจริญงอกงามดีของชาวบ้านจนเสียหายหนัก ทั้งหมดนี้อ้ายฟ้าอ้างว่าพญายี่บาเป็นผู้สั่งการ ทำให้ราษฎรโกรธแค้นพญายี่บาอย่างยิ่ง ถึงตอนนี้หริภุญชัยก็ระส่ำระสายหนักแล้ว อ้ายฟ้าเห็นดังนั้นจึงถือโอกาสพูดจายกย่องคุณงามความดีของพญามังราย ทำให้ชาวเมืองอยากได้พญามังรายมาเป็นเจ้าปกครองในหริภุญชัย อ้ายฟ้ารีบทำหนังสือไปกราบทูลพญามังรายให้ทรงทราบ พญามังรายจึงยกทัพมาตีหริภุญชัยได้โดยง่ายดายในปี
พ.ศ. ๑๘๒๔ รวมเวลาที่อ้ายฟ้าเป็นไส้ศึกอยู่นาน ๗ ปี จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาไปในที่สุด
กำเนิดเวียงกุมกาม
หลังจากได้หริภุญชัยไว้ในอำนาจ แล้วพระองค์ได้ประทับอยู่นานประมาณ ๓ ปี ก่อนยกให้อ้ายฟ้าปกครอง ด้วยเห็นว่าไม่เหมาะจะเป็นเมืองหลวง เพราะหริภุญชัยเป็นเมืองเล็ก ไม่สามารถขยายตัวเมืองออกไปได้ ทั้งยังเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีความเจริญมาช้านาน และเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ทำให้มีวัดวาอารามมากมาย เหมาะแก่การเป็นเมืองพุทธศาสนามากกว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการปกครองอย่างที่พ ระองค์ประสงค์ เมื่อยกเมืองให้อ้ายฟ้าแล้วก็ทรงมาสร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งทางทิศตะวันอ อกเฉียงเหนือชื่อ เมืองชะแว แต่ทว่าเมืองนี้น้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก จึงได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งชื่อ เวียงกุมกาม
เวียงกุมกาม นั้นตั้งอยู่ในที่ราบลุ่ม พื้นดินอุดมสมบูรณ์มีแม่น้ำปิงไหลผ่านเมื่อพญามังรายตัดสินใจสร้าง เมืองขึ้นที่นี่ ได้ให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน “แล้วไขน้ำแม่ระมิงค์เข้าใส่” อย่างไรก็ดี ก่อนที่พญามังรายจะมาสร้างเวียงกุมกาม บริเวณดังกล่าวนี้มีชุมชนเก่าแก่ สมัยหริภุญชัยอยู่ก่อนแล้ว การสร้างเวียงกุมกามนี้พระองค์จึงได้รับอิทธิพลจากหริภุญชัย อย่างน้อยก็ในการเลือกที่ตั้งเวียงที่นิยมตั้งเมืองใกล้แม่น้ำ เพื่อสะดวกในการคมนาคมและค้าขาย ขณะที่ราชวงค์ลาวนั้นนิยมตั้งบ้านแปลงเมือง “อยู่จิ่มตีนดอย”
นอกจากวัฒนธรรมในการตั้งเมืองแล้ว ล้านนาในขณะที่มีเวียงกุมกามเป็นเมืองหลวงยังรับเอาวัฒนธรรมจากหริภุญชัยในอ ีกหลายด้าน เป็นต้นว่า ตัว อักษรธรรมล้านนา หรือที่เรียกว่า ตั๋วเมือง นั้นได้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญหริภุญชัย หรือด้านศิลปวัฒนธรรม วัดกู่คำ หรือ วัดเจดีย์เหลี่ยม ที่เวียงกุมกามก็สร้างตามแบบวัดกู่กุดของหริภุญชัย เป็นต้น
เมื่อกล่าวถึงวัดกู่คำแล้ว ควรที่จะกล่าวถึง วัดกานโถม ด้วย เพราะทั้งสองวัดเป็นวัดสำคัญของเวียงกุมกามคู่กันมา วัดกานโถมนี้ตั้งชื่อตามนายช่างกามโถมผู้สร้างวัด รูปทรงของเจดีย์บอกได้ว่า วัดนี้ไม่ได้สร้างตามศิลปะหริภุญชัย เพราะความจริงในยุคนี้มีการผสมผสานผู้คนต่างวัฒนธรรมเข้ามามากแล้ว ทั้งกลุ่มที่เป็นมอญหริภุญชัย ไทลัวะ ยังมีมอญหงสาวดีที่มาพร้อมกับนางอุสาปายโค มเหสีของพญามังราย นางอุสาปายโคเป็นธิดาพระยาหงสาวดีที่ยกให้กับพญามังรายเมื่อครั้งที่ยกทัพไป ตี แต่พระยาหงสาวดีขอเป็นไมตรีด้วย ในครั้งนั้นจึงมีมอญจากหงสาวดีติดตามนางอุสาปายโคเข้ามามากมาย นอกจากนี้ยังมีไทใหญ่เมืองอังวะซึ่งเป็นช่างทองและช่างเหล็ก การผสมผสานทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งนั้น ศิลปวัฒนาธรรมแบบล้านนาจึงค่อย ๆก่อรูปขึ้น ด้วยการหล่อหล่อมศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย จนเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของล้านนา
พญามังรายประทับอยู่ที่เวียงกุมกามได้เพียง ๕ ปี ปรากฏว่าในฤดูฝนเกิดน้ำท่วมเมือง อีกทำให้ประชาชนเดือดร้อนไม่เหมาะจะเป็นเมืองหลวงถาวรได้จึงทรงแสวงหาสถานที ่ ที่มีชัยภูมิอันเหมาะแก่การตั้งเมืองใหม่เพื่อจะให้เป็นศูนย์กลางอำนาจของอา ณาจักร ล้านนาที่มั่นคงถาวร |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:50 am ชื่อกระทู้: |
|
|
อาณาจักรโคตรบูรณ์ ยังเป็น missing link อยู่เลยครับ
โคตรบูรณ์เป็นชื่อเมือง สมัยก่อนก็อาณาจักรล้านช้างหน่ะครับ ปกครองโดยพระยาศรีโคตรบูรณ์
หรือมีอีกชื่อหนึ่งด้วยนะครับ ก้คือเมื่อโคตรบองหน่ะครับ
แต่ถ้าจะให้บอกถึงความหมายโดยนัยของภาษาไทยหล่ะก็
น่าจะแปลว่า ชนเผ่าที่อุดมสมบูรณ์ และเต็มเปี่ยม
การตั้งกรุงศรีอยุธยา
ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 มีการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งส่งผลกระทบถึงการคมนาคม และระบบสาธารณูปโภคของเมืองโบราณในสมัยทวาราวดีเป็นศูนย์กลางรัฐหรือเมืองหล วงของอู่ทองได้รับผลกระทบ พบว่ามีการเคลื่อนย้ายศูนย์กลางอำนาจรัฐไปบริเวณเมืองสุพรรณบุรี ปัจจุบันปรากฏร่องรอยของเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินคร่อมแม่น้ำสุวรรณบุรี (แม่น้ำท่าจีน) จากหลักฐานที่ได้ในงานโบราณคดี พบว่าพุทธศตวรรษที่ 17 - 18 เมืองโบราณบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เป็นเมืองหลวงที่สำคัญของบรรดาเมืองโบราณในซีกตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระย า และติดต่อค้าขายกับจีนอย่างใกล้ชิด มีความสัมพันธ์กันในระดับราชวงศ์ รู้จักในชื่อ เสียนหรือสยาม แต่เอกสารฝ่ายไทยเรียกว่า "สุพรรณภูมิ"
รัฐสุพรรณภูมิ เป็นรัฐที่รุ่งเรืองจากการค้า นอกเหนือจากการเป็นศูนย์กลางการค้าขายนานาชนิดแล้ว รัฐสุพรรณภูมิยังผลิตเครื่องปั้นดินเผาส่งออกเป็นแห่งแรกของประเทศไทยในพุทธ ศตวรรษที่ 18 โดยแหล่งที่พบอยู่ไกลถึงสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีเหนือ และจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับราชสำนักจีน ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้ตราแต่งตั้งเป็น อ๋อง จากพระเจ้าจักรพรรดิของจีน ซึ่งต่อมาได้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา
ฐสุพรรณภูมิ และราชวงศ์อู่ทองแห่งละโว้ ได้ร่วมกันสถาปนากรุงศรีอยุธยาในปี 1893 ได้ย้ายฐานจากบริเวณแม่น้ำสุพรรณบุรี สู่เกาะเมืองกรุงศรีอยุธยา ใช้ความรู้ความสามารถในความเป็นรัฐพานิชย์ที่มีประสิทธิภาพอันยาวนาน นับแต่ปลายยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์สู่ยุคฟูนัน ทวาราวดี และสุพรรณภูมิ ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นรัฐนานาชาติ ศูนย์กลางการซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดถึง 417 ปี จากข้อมูลและหลักฐานที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ทำให้เราทราบถึงรากเหง้าแห่งความเป็นคนไทย ชาติไทย จากถิ่นกำเนิดที่เมืองโบราณอู่ทอง และพัฒนาสู่สุวรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) กรุงศรีอยุธยา และปัจจุบันรัตนโกสินทร์ ได้บ่งบอกถึงความสูงส่งทางวัฒนธรรมชีวิต ความรู้ความสามารถของบุรุษเป็นอย่างยิ่ง |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:50 am ชื่อกระทู้: |
|
|
การก่อตั้งอาณาจักรในประเทศไทย(ข้อมูลจาก กระทู้ในวิชาการดอทคอม)
สุวรรณภูมิ(พุทธศตวรรษที่ 3 – 6 )
ฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 6-11 )
ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16 )
เขมรโบราณ(พุทธศตวรรษที่ 14-18 )
ศรีวิชัย(พุทธศตวรรษที่ 12-17 )
หริภุญชัย (พุทธศตวรรษที่ 17-19 )
โยนกเชียงแสน (พุทธศตวรรษที่ 12-16 )
ล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 19-24)
สุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18-20 )
ละโว้หรือลพบุรี(พุทธศตวรรษที่ 16-18 )
สุพรรณภูมิ(พุทธศตวรรษที่ 16-19 )
ศรีธรรมาโศกราช(พุทธศตวรรษที่ 18-20 )
ศรีโคตรบูร(พุทธศตวรรษที่ 14-18 )
ล้านช้าง(พุทธศตวรรษที่ 18-24) |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:51 am ชื่อกระทู้: |
|
|
อาณาจักรฟูนัน
(พุทธศตวรรษที่ ๖–๑๑)
อาณาจักรฟูนัน เป็นอาณาจักรเก่าแก่ของขอมโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๖ ชาวจีนเรียกว่า อาณาจักรฟูนัน โดยเพี้ยนมาจากคำว่า พนม หมายถึงภูเขา ซึ่งมีความหมายว่า ราชาแห่งขุนเขา เนื่องจากอาณาจักรขอมที่สร้างขึ้นทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีนนั้นตั้งอยู่บนภู เขา เป็นการสร้างเมืองขึ้นตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูลัทธิไศวะนิกายแ ละไวณพนิกายที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย จึงสร้างเมืองบนไว้ภูเขาวิหารจำลอง
ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ นั้น พราหมณ์โกญธัญญะจากอินเดียได้เดินทางมาครองอาณาจักรขอมแห่งนี้ ได้สร้างแบบแผนของราชสำนักตามอย่างอินเดีย ซึ่งมีตำนานเล่าถึงราชวงศ์ขอมไว้ว่า ราชวงศ์ขอมนั้นเกิดจากพราหมณ์คนหนึ่งสมสู่กับนางนาค ซึ่งเป็นพระธิดาของพญานาค ที่ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชนชาติขอม ราชวงศ์นี้ได้มีกษัตริย์ครองอาณาจักรฟูนันต่อมาจนถึงพ.ศ.๑๑๐๐ มีพระนามกษัตริย์ที่ปรากฏชื่อคือพระเจ้าโกณฑิณยะชัยวรมัน และพระเจ้ารุทรวรมัน ศิลปขอมที่เกิดขึ้นในยุคนี้เรียก ศิลปขอมแบบพนมดา สร้างระหว่าง พ.ศ.๑๑๐๐๐-๑๑๕๐
เมืองหลวงของอาณาจักรฟูนันนั้น เรียก นอ-กอร กก-ทะโหลก ซึ่งหมายถึง เมืองพระนครที่ตั้งอยู่บนขุนเขาและต้นไม้สูงนั่นเอง และได้รับอิทธิพลมีความเชื่อในเรื่อง พญานาค
"นาค" คำนี้หากความเชื่อตามตำนานต้องถือว่าเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์ เป็นตัวแทนความเชื่อของชาวขอมที่ยึดเอาเป็นสัญลักษณ์ประจำของชนเผ่า นับถือนาคนับถืองูเช่นเดียวกับอียิปต์หรืออินเดีย ความเชื่อนี้เกิดจากพื้นฐานของแหล่งที่อยู่อาศัย เช่นมีความเชื่อว่าแม่น้ำโขงเกิดจากรอยพญานาค ดังนั้นน้ำและถ้ำใหญ่ใต้น้ำหรือบนขุนเขาจึงเป็นถิ่นที่อยู่ของพญานาค ผู้นับถือนิยมที่จะสักลายตามผิวหนังด้วยรูปนาคและงู มีพิธีกรรมสำหรับบูชาพญานาคเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ดังนั้นอิทธิฤทธิ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บหรือถูกงูกัด ถือว่าเป็นการลงโทษของพญานาค ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ปัจจุบันยังมีหลงเหลืออยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เช่นมีความเชื่อว่า ทุกปีพญานาคจะพ่นบ้องไฟขึ้นเหนือแม่น้ำโขง เป็นต้น
หากวิเคราะห์เอาว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงหรือทะเลสาบ เป็นผู้ที่อยู่กับน้ำซึ่งเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว การอาศัยสิ่งที่อยู่ในน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภคจึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เรีย กกลุ่มคนริมน้ำว่า มนุษย์นาคา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการหาปลาจับสัตว์น้ำและใช้เรือสำหรับเดินทางไปมาในแม่ น้ำ จนมีการสร้างเรือยาวที่มีหัวพญานาคหรือเรือมังกรขึ้นในดินแดนที่อยู่ริมแม่น ้ำ ก็พอจะมองเห็นภาพของชุมชนริมน้ำและชุมชนบนภูเขา ที่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าป่าล่าสัตว์ นับถือขุนเขาและสิ่งลึกลับที่เกิดขึ้นในป่าเขา โดยเชื่อว่าอันตรายที่เกิดขึ้นจากสัตว์ป่าและไข้ป่านั้นเป็นการลงโทษของเจ้า ป่าเจ้าเขา หากจะเหมาเอาว่าเป็นยักษ์มารอะไรก็ไม่ผิดอะไร
ดังนั้นการตั้งบ้านเมืองจึงขึ้นอยู่ว่าผู้นำหรือกษัตริย์ของตนนั้นมีความเชื ่อหรือนับถือเอาอะไรเป็นหลัก ฝ่ายนาคาหรือเจ้าป่าเจ้าเขา หรือได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากศาสนาใดก็จะพากันตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองตามคต ิความเชื่อนั้น
อาณาจักรขอมในระหว่างพ.ศ.๑๑๐๐-๑๑๗๐ นั้นได้มีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ ดังนี้
พระเจ้าภววรมันที่ ๑ นัดดาของพระเจ้ารุทวรมัน
พระเจ้ามเหทรวรมัน พระญาติของพระเจ้าภววรมัน รัชกาลนี้พระองค์ทรงสร้าง อีศานปุระ (กลุ่มโบราณสถานสมโบร์ไพรกุก เมืองกำปงธม)เป็นราชธานีขึ้น
และ พระเจ้าอีสานวรมันที่ ๑ พระโอรสของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ยุคนี้ได้มีการสร้างศิลปขอมแบบสมโบร์ไพรกุกขึ้นระหว่างพ.ศ.๑๑๕๐-๑๒๐๐
ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบันนี้ เดิมนั้นเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันเดิม เนื่องจากได้พบหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทย คือทับหลังหินทรายแกะสลัก ยุคไพรกะเม็ง (พ.ศ. ๑๑๘๐–๑๒๕๐ สมัยเจนละ ยุคก่อนสร้างนครวัด นครธมในเขมร) ทับหลังยุคปาปวน(พ.ศ.๑๕๖๐–๑๖๓๐) และศิลาจารึกขอมสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ นับเป็นหลักฐานศิลปขอมโบราณที่เก่าแก่ที่สุด
หลักฐานสำคัญเหล่านี้พบที่ วัดทองทั่ว-ไชยชุมพล ตำบลพะเนียด อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี(จันทบุรี นั้นเดิมชื่อ จันทบูนหรือจันทรบูรณ์ มีข้อสันนิษฐานว่า จันทบูรณ์น่าจะเป็นคำที่มาจากภาษาเขมรว่า “เจือนตะโบง แปลว่า ชั้นที่อยู่ทางทิศใต้ หมายถึงเมืองที่อยู่ทิศใต้ของอาณาจักร) นอกจากนี้ยังพบจารึกวัดทองทั่ว เป็นจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต แปลได้ความว่า
“พระเจ้าศรีอีศานวรมัน ได้พระราชทานแท่งศิลาที่สกัดด้วยเหล็ก เป็นอักษรพร้อมคนงานที่ต้องโทษ ๔๒ คน โค ๒๓๑ ตัว กระบือ ๒๔๕ ตัว” (ปัจจุบัน จารึกนี้ เก็บรักษาอยู่ที่ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ)
พระเจ้าศรีอีศานวรมัน กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรอีสานในดินแดนสุวรรณภูมิ(สยาม)นั้นพระราชทานศิลาจาร ึก พร้อมกับแรงงานผู้ต้องโทษ ๔๒ คนและโค ๒๓๑ ตัวกระบือ ๒๔๕ ตัวให้ไว้
เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานว่า มีการส่งแรงงานนี้มาเพื่อสร้างหรือทำอะไรในบริเวณนี้
การจารึกข้อความบนศิลานั้นเป็นอารยธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของอาณาจัก รฟูนัน เมื่อประมาณ ๑,๓๐๐ ปี มาแล้ว เป็นความนิยมจารึกเรื่องราวไว้บนศิลา เช่นเดียวกับการสลักรูปภาพต่างๆบนหินและแกะสลักลวดลายศิลปต่างๆไว้ประกอบในก ารสร้างปราสาทหินที่มีอยู่มากมายในดินแดนภาคอีสาน
นักประวัติศาสตร์บางคนมีความเห็นว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๗-๙ นั้น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้น น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
ดังนั้นบริเวณส่วนที่เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อราว พ.ศ.๖๔๓ ถึงพ.ศ.๑๐๔๓ นั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรฟูนันกล่าวคืออาณาจักรฟูนัน (FUNAN) ได้ถูกตั้งขึ้นและเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ ที่เชื่อกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งนี้น่าจะตั้งอยู่ที่ เมืองเปรเวงในประเทศกัมพูชา โดยมีเมืองออกแก้วหรือออกแอว ในประเทศเวียดนาม เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล ตั้งอยู่ตรงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบ ัน
คำว่า ”ฟูนัน” นี้ น่าจะมาจากภาษาจีนที่แปลว่า ภูเขา โดยออกเสียงเป็นภาษาขอมได้ว่า "พนม" อาณาจักรฟูนันนี้ได้รับเอาวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดียมาใช้ในสังคมและเป็นชนชาต ิที่เป็นบรรพบุรุษของเขมรปัจจุบัน
เรื่องนี้ศาสตราจารย์ชอง เซลิเยร์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส กลับมีความเห็นว่า เมืองสำคัญของอาณาจักรฟูนันนั้น น่าจะอยู่บริเวณเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากได้มีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่น ลูกปัด ดินเผา และสำริด เป็นจำนวนมากที่เมืองอู่ทอง
ในประวัติศาสตร์โบราณคดีของเขมร ได้เขียนไว้ว่า ฟูนัน คืออาณาจักรเขมรยุคแรก เริ่มเมื่อเจ้าชายจากอินเดียชื่อ “โกญทัญญะ”(จีนว่า โกณฑิยะ) ลงเรือมาถึงอาณาจักรฟูนันแล้ว ได้นางพญาฟูนัน(จีนว่าพระนาง ลิวเย่)เป็นพระชายา (พระชายาผู้นี้น่าจะเป็นเชื้อสายกษัตริย์ในราชวงศ์ของฟูนันมากกว่าจะเรียกเป ็นชื่อว่านางพญาฟูนัน) จึงได้ตั้งอาณาจักรฟูนันขึ้นตามชื่อของราชวงศ์กษัตริย์ฟูนันเดิม เพราะต่อมานั้นขุนพลฟันซีมัน ได้ขึ้นเป็นผู้ครองอาณาจักรนี้
ปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ ระหว่าง พ.ศ. ๗๖๐–๗๙๕ นั้น จดหมายเหตุของจีนราชวงศ์ฮั่นได้บันทึกไว้ว่า ราชทูตจีนชื่อ คังไถ(K’ang T’ai) และจูยิง(Chu Ying) ได้เดินทางมายังดินแดนของอาณาจักรฟูนัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีน และได้จดบันทึกไว้ความว่า
“เมืองฟูนันมีความรุ่งเรืองมาก มีแม่น้ำใหญ่ไหลมาทางตะวันตกผ่ากลางเมือง ชาวอินเดียชื่อโกณฑิยะ ได้เดินทางโดยเรือมายึดครองดินแดนบริเวณปากแม่น้ำโขง และได้ประมุขของชาวพื้นเมืองคือพระนางลิวเย่(Liu-ye)เป็นชายา ต่อมาอีกหลายปี ขุนพลฟันซีมัน(Fan Shihman)ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครฟูนัน ทรงขยายอาณาจักรฟูนัน ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยสามารถยึดครองอาณาจักร ฉูตูคุณ จิวจิ และเตียนซุน ” ราชฑูตจีนคังไถ ยังได้กล่าวเกี่ยวกับอาณาจักรฟูนันไว้อีกว่า “ มีกำแพงล้อมรอบเมือง มีพระราชวังและบ้านประชาชน ประชาชนมีหน้าตาน่าเกลียด ผิวดำ ผมหยิก ไม่สวมเสื้อผ้าและเดินเท้าเปล่า อัธยาศัยใจคอง่าย ๆ ไม่ลักขโมย ปลูกหว่านพืชเพียงปีหนึ่งแต่เก็บเกี่ยวไปได้สามปี ชอบแกะสลักเครื่องประดับ ภาชนะกินอาหารมักทำด้วยเงิน เก็บภาษีเป็นทองคำ เงิน ไข่มุก และเครื่องหอม มีหนังสือ หอจดหมายเหตุ โดยใช้อักษรที่คล้ายอักษรของชนชาติฮู (Hu)”
จดหมายเหตุจีนที่บันทึกไว้ในสมัยสามก๊ก ได้กล่าวถึง อาณาจักรฟูนัน ไว้ว่า
“ใน พ.ศ. ๗๘๖ อาณาจักรฟูนัน ได้ส่งคณะทูตมาประเทศจีน พร้อมกับส่งนักดนตรีและพืชผลในประเทศเป็นเครื่องราชบรรณาการ”
จดหมายเหตุจีนที่บันทึกเมื่อพ.ศ. ๑๐๔๖ มีความว่า “ฟูนันส่งราชทูตไปประเทศจีน” และจักรพรรดิ์ของจีนได้มีพระราชโองการ ว่า
“พระราชาแห่งรัฐฟูนัน ทรงพระนามว่า โกณฑิยะชัยวรมัน ประทับอยู่สุดเขตโพ้นทะเล ราชวงศ์ของพระองค์ได้ทรงปกครองบรรดาประเทศโพ้นทะเลทางใต้ และได้ทรงแสดงความซื่อสัตย์สุจริตด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายหลายคร ั้ง บัดนี้สมควรจะตอบแทนให้ทัดเทียมกันและให้ตำแหน่งอันมีเกียรติยศ คือตำแหน่งขุนพลแห่งภาคสันติใต้ กษัตริย์แห่งฟูนัน"
จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ฉี สมัยต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ได้กล่าวไว้ว่า “ประชาชนฟูนันโหดร้ายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เข้าโจมตีเมืองที่ไม่ยอมอ่อนน้อมและกดขี่ประชาชนลงเป็นทาส มีสินค้าคือ ทอง เงิน ผ้าไหม คนสำคัญใช้ผ้ายกนุ่งเป็นโสร่ง หล่อแหวนและกำไลด้วยทองคำ ใช้ภาชนะทำด้วยเงิน คนจนนุ่งผ้าฝ้ายผืนเดียว ริมทะเลมีกอไผ่ใหญ่ ใช้ใบไผ่สานเป็นหลังคาบ้านเรือนซึ่งยกพื้นสูงเหนือน้ำ ใช้เรือที่มีหัวและท้ายคล้ายปลา พระราชาเสด็จบนหลังช้าง มีการชนไก่ วิธีพิพากษาคดีใช้วิธีโยนไข่ หรือแหวนทองคำ ลงในน้ำเดือดแล้วให้คู่ความหยิบออกมา หรือเผาโซ่ให้ร้อนแล้วให้คู่ความเดินถือไป ๗ ก้าว ผู้ผิดจะมือพอง และผู้ถูกจะไม่บาดเจ็บ” (ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล : ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ถึง พ.ศ. ๒๐๐๐ , รุ่งแสงการพิมพ์, ๒๔๓๕ หน้า ๑๘)
อาณาจักรฟูนันแห่งนี้มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ ๙ แล้วเริ่มเสื่อมในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ต่อมาอาณาจักรแห่งนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรเจนละ(ในเขมร)เมื่อราวพุ ทธศตวรรษที่ ๑๑ จากนั้นอาณาจักรฟูนัน ก็สูญหายไป เนื่องจากได้เกิดมีอาณาจักรขอมขึ้นมาแทนในดินแดนของอาณาจักรฟูนันเดิม
การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองออกแก้ว(OC-EO) ตรงบริเวณปลายแหลมญวน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่เกิดขึ้นในสมัยฟูนันนั้น ได้พบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่นถ้วยชาม เงินตรา พระพุทธรูป และเทวรูป ส่วนใหญ่เป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย สำหรับดินแดนที่อยู่ในประเทศไทยนั้น ได้มีการสำรวจพบเงินเหรียญรูปพระอาทิตย์และศิลปวัตถุสมัยฟูนันหลายอย่าง พบที่แหล่งโบราณสถานคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าดินแดนสุวรรณภูมินั้นเคยได้รับอิทธิพลหรืออ ยู่ในอาณาจักรฟูนันมาก่อน
เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ นั้นหลวงจีนอี้จิง ได้ออกเดินทางโดยเรือจากจีนไปสืบพระศาสนาที่อินเดีย ได้แล่นเรือผ่านบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรฟูนันมาก่อน และบันทึกไว้ว่า
“พราหมณ์ชาวอินเดียได้เคยอพยพมาตั้งถิ่นฐานและแต่งงานกับเจ้าหญิงชนพื้นเมือ งเดิม สถาปนาอาณาจักรฟูนันขึ้น โดยรับอารยธรรมอินเดียอย่างแน่นแฟ้น เช่น การปกครองแบบเทวราชา …..ในอาณาจักรฟูนันสมัยก่อน พระธรรมทางศาสนาพุทธได้แพร่หลายและขยายออกไป แต่ในปัจจุบัน พระราชาที่โหดร้ายได้ทำลายพระธรรมเสียสิ้น และไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย”
เมื่ออาณาจักรฟูนันล่มสลายเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อาณาจักรเจนละได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาครั้งเมื่ออาณาจักรเจนละมีอิทธิมากขึ้ น จึงได้แผ่อำนาจมาทางอาณาจักรฟูนัน จึงทำให้เกิดการต่อสู้ชิงอำนาจเป็นใหญ่ในดินแดนดังกล่าว ในที่สุดอาณาจักรเจนละก็สามารถครอบครองดินแดนแถบนี้ได้ |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:52 am ชื่อกระทู้: |
|
|
ใ นบทแรกๆ ของหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์เมืองสุพรรณ คุณมนัส โอภากุล เขียนถึงอาณาจักรฟูนัน ท่านค่อนข้างจะมั่นใจว่าน่าจะอยู่ที่เมืองอู่ทอง เมืองสุพรรณของท่านเอง
เดิมที มร.หลุยส์ มาเลอเรท์ นักโบราณคดี ฝรั่งเศส ขุดพบลูกป'ดหิน แก้ว อำพันทอง จำนวนมากที่เมืองออกแก้ว ของเวียดนามใต้ แล้วก็มั่นใจว่าวัฒนธรรมฟูนัน อายุราว พ.ศ. 643-1043 อยู่ที่เมืองออกแก้ว
แต่ลูกปัดมากมายก็ขุดพบในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว อินเดีย ในเมืองไทยพบที่นครปฐม อำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี บ้านทงตึก ตำบลเกาะคอเขา จังหวัดพังงา บ้านเก่า กาญจนบุรี เมืองพระรถ อำเภอศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี พิมาย นครราชสีมา อำเภอเมืองลพบุรี
และที่พบมากมายที่สุด คือที่อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี
ประเด็น ฟูนัน อยู่ที่ไหน ปราชญ์หลายท่านเถียงกันไม่เป็นที่ยุติ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเห็นพ้องกับ ศ.หลุยส์ ฟีโน่ต์ ว่า ฟูนัน อยู่ที่เมืองนครพนม ศ.ยอร์ช เซเดส์ ว่าอยู่ใกล้เมืองบาพนม ปากแม่น้ำโขง กัมพูชา อาจารย์มานิตย์ วัลลิโภดม ว่า อยู่ตรงกับอาณาจักรโคตรบูรณ์ ตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองหลวงอยู่ร้อยเอ็ด
ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงเห็นว่าอยู่ตะวันออก เฉียงเหนือของไทย ลุ่มแม่น้ำชีและมูล
แต่กระนั้น ม.จ.สุภัทรดิศ...มีพระดำรัสว่า...ข้าพเจ้า จึงเห็นว่าไม่ควรสลัดทิ้งทฤษฎี ศ.บ๊วชเซลิเยร์ มีบางเรื่องท่านเสนอไว้ แต่ สมควรค้นคว้าต่อไป
ศ.ช็อง บ๊วชเซลิเยร์ ขุดแต่งเจดีย์ที่เมืองเก่าท้าวอู่ทอง พบลูกปัดมากมายกว่าที่เคยพบจากแหล่งอื่น ประมวลเข้ากับการพบโบราณวัตถุทางพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูปศิลปอมราวดี ทวารวดี และศรีวิชัย จนเห็นว่าศิลปะมีความต่อเนื่องไม่ขาดระยะ
จึงตั้งทฤษฎีใหม่ อาณาจักรฟูนัน น่าจะอยู่ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
1. ในแหลมโคชินไชน่า มีร่องรอยวัฒนธรรมฟูนันอยู่ 3-4 เมือง ศึกษากันแล้วเมืองเดียวคือเมืองออกแก้ว ส่วนในลุ่มเจ้าพระยา มีถึง 15 เมืองที่มีแผนผัง เช่นเดียวกัน ร่องรอยก่อนประวัติศาสตร์มีอยู่มาก จนแสดงว่าน่าจะเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมเก่าแก่
2. แบบฟูนันที่เมืองออกแก้ว ไม่ได้สืบต่อถึง วัฒนธรรมเจนละ เครื่องลูกปัด เครื่องประดับทอง ดีบุกที่พบไม่มีในเจนละ ขณะที่อาณาจักรทวารวดี ซึ่งสืบต่อตรงจากฟูนัน ใช้ก่อสร้างและวัตถุอย่างเดียวกัน
3. ลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบร่องรอยอิทธิพลอินเดียครั้งแรก พระพุทธรูปศิลปะอมราวดี ประทับ ตราจารึกอักษรหรือเครื่องอาภรณ์ ตะเกียงแบบโรมัน ตะเกียงแบบอานธะ เป็นวัตถุที่ผลิตขึ้นใน ท้องถิ่น แสดงถึงอิทธิพลอินเดียแบบหลังคุปตะ ในพุทธศตวรรษ 9-10
หลังจากตั้งทฤษฎี ฟูนันลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้แล้ว พ.ศ.2509 ศ.บ๊วชเซลิเยร์ ก็กลับฝรั่งเศส
คุณมนัส โอภากุล ปราชญ์สุพรรณบุรี บอกว่า นับจากนั้นไปถึง พ.ศ.2525 ชาวบ้านก็ได้ขุดพบลูกปัดจำนวนมากมหาศาล เท่าที่จดบันไว้ รวมถึง 65 แห่ง
คุณมนัสทิ้งท้ายว่า ถ้า ศ.บ๊วชเซลิเยร์ ทราบเรื่องนี้ คงจะดีใจ และแปลกใจ การพบลูกปัดเท่ากับสนับสนุนทฤษฎี อาณาจักรฟูนัน อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ท่านตั้งไว้ให้เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น.
"บาราย" หนังสือพืมพ์ ไทยรัฐ ปีที่ 56 ฉบับที่ 17499 วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2548 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:53 am ชื่อกระทู้: |
|
|
1.อาณาจักรฟูนัน
พุทธศตวรรษที่ 6-11 ( ประมาณระหว่าง พ.ศ. 500 -1100 ) เชื่อว่าบรรพบุรุษอพยพมาจาก ประเทศอินเดีย
ถิ่นฐานอยู่ บริเวณปากนํ้าโขงในกัมพูชาแผ่ขยายมาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคใต้ของลาว ไม่ปรากฏศูนย์
กลางอย่างแน่ชัด มีการปกครองเเบบเทวราช และมีวัฒนธรรมแบบพราหมณ์ - ฮินดู หลักฐานที่ค้นพบ คือเครื่องประดับ
เทวรูป เหรียญตรา
2.อาณาจักรนครศรีธรรมราช(ตามพรลิงค์)
พุทธศตวรรษที่ 7-19 (พ.ศ.600-1900)จากหลักจดหมายเหตุจีนและเอกสารอินเดีย เชื่อว่าเมืองหลวงอยู่ที่
นครศรีธรรมราช จากหลักฐานร่องรอยคูเมืองและกำแพงใหญ่ ศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์ พระพุทธสิหิงค์ เป็นต้น เคยเป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองมากต่อมาตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรศรีวิช ัย ทวาราวดี และสุโขทัย
3.อาณาจักรขอม
พุทธศตวรรษที่ 11- 19 (ระหว่าง พ.ศ. 1000 - 1900) มีอาณาจักรอยู่บริเวณปากแม่น้ำโขง กัมพูชา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สืบต่อจากอาณาจักรฟูนัน มีความเจริญรุ่งเรืองมาก รับวัฒนธรรมจากอินเดีย
ปกครองแบบเทวราช ระบบจตุสดมภ์ คือ เวียง วัง คลัง นา นับถือศาสนาพราหมณ์ มีการสร้างเทวรูปและปราสาทหิน
ที่สำคัญ คือ นครวัด - นครธม ซึ่งนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และปราสาทหินอื่นๆในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของไทยมากมาย
4.อาณาจักรโคตรบูร
พุทธศตวรรษที่ 11-15 (ระหว่าง พ.ศ.1000-1500) ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและ
ตอนกลางของลาว เชื่อว่าเมืองหลวงโคตรบูรตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือ เมืองท่าแชกของลาวอาณาจักรนี้นับถือ
พุทธศาสนา มีการสร้างพระเจดีย์สำคัญ คือ พระธาตุพนม
5.อาณาจักรทวาราวดี
พุทธศตวรรษที่ 11- 16 (ระหว่าง พ.ศ. 1000-1600) เป็นอาณาจักรใหญ่ตั้งอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคกลางของไทย
ถึงหัวเมืองมอญ เจริญรุ่งเรืองพร้อมกับอาณาจักรขอมศูนย์กลางไม่ปรากฎแน่ชัด มีการสันนิษฐาน 3 กลุ่ม คือ เมืองนครปฐม
กลุ่มสองว่าอยู่ที่เมืองอู่ทอง สุพรรณบุรีและกลุ่มสามว่าอยู่ที่ ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีหลักฐานต่าง ๆ มากมายในด้าน
พุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมจากอินเดีย เช่น พระพุทธรูป รูปคน รูปเทวดา พระโพธิสัตว์ ธรรมจักรเหรียญตรา ศิลาจารึก
เป็นต้น และหลักฐานของไทย ได้แก่ ตำนานมูลศาสนา และตำนานจามเทวีวงศ์
6.อาณาจักรละโว้
พุทธศตวรรษที่ 11 - 19 (ระหว่าง พ.ศ. 1000 -1900) สืบทอดความเจริญต่อจากอาณาจักรทวาราวดี เชื่อว่าละโว้ คือ
เมืองลพบุรี ตามตำนานพงศาวดารเมืองเหนือเคยตกอยู่ใต้อำนาจขอม จึงรับวัฒนธรรมจากทวาราวดีและขอมไว้มากมาย
เช่น พระปรางค์สามยอด สร้างตามแบบขอมละโว้เคยติดต่อกับจีน แต่ต่อมาตกอยู่ใต้ การปกครองของอยุธยา
7. อาณาจักรศรีวิชัย
พุทธสตวรรษ ที่ 11- 17 (ระหว่างพ.ศ. 1000-1700) ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของไทยตลอดแหลมมลายู เกาะสุมาตรา
และชวา ศูนย์กลางเชื่อว่าตั้งอยู่ที่ เมืองไชยาสุราษฎร์ธานีซึ่งมีหลักฐานคือ พระบรมธาตุไชยา ซากกำแพงเมือง และ
โบราณวัตถุมากมาย บ้างก็เชื่อว่าอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง เกาะสุมาตรา ซึ่งมีมหาสถูปบุโรพุทโธ แลสิ่งก่อสร้างตามคติศาสนาพุทธ
นิกายมหายาน และศาสนาพราหมณ์
8. อาณาจักรโยนก เชียงแสน
พุทธศตวรรษที่ 14-15 (ระหว่าง พ.ศ.1300-1500) เชื่อว่าผู้นำกลุ่มคนไทยชื่อ สิงหนวัติ ได้สร้างเมืองนาคพันธุ์-
สิงหนวัตินคร (อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ต่อมา คือ อาณาจักรโยนกนคร มีเมืองเชืองแสนเป็นราชธานี
มีอาณาเขตถึงตัวเกี๋ยของเวียดนาม ถึงแม่น้ำสาละวิน รัฐฉานของพม่า และยูนานของจีนจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน
ต่อมาสร้างเมืองใหม่คือเวียงสีทองไชยนารายณ์ และไชยปราการ (อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่)เป็นเมืองหลวง ต่อมาถูกขอมรุกรานและถูกน้ำท่วมบ้านเมืองพังพินาศล่มสลายไป
9.อาณาจักรหริภุญชัย (ลำพูน)
(ประมาณ พ.ศ.1310-1835) กำเนิดหลังอาณาจักรโยนกเชียงแสน ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน
(จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) ตามตำนานจามเทวีวงศ์กล่าวว่า กษัตริย์องค์แรก คือ พระนางจามเทวี ต่อมาสร้าง
เมืองเชลางค์นคร (ลำปาง) อยู่ในลุ่มน้ำวัง มีความเลื่อมใส พุทธศาสนาและก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ มากมายที่สำคัญ
เช่น เจดีย์วัดกู่กุดหรือวัดจามเทวีลำพูนเจดีย์ช้าง ยืนวัดพระธาตุหริภุญชัยต่อมาตกอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักร
ล้านนาของพ่อขุนมังราย
10.อาณาจักรล้านนา (เชียงใหม่)
(ประมาณ พ.ศ.1804 - 2432) พ่อขุนมังรายเจ้าเมืองเงินยางต่อมาสร้างเมืองเชียงรายขึ้น เมื่อได้หริภุญชัยไว้
ในอำนาจแล้ว ปี พ.ศ. 1839 ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ คือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ พ่อขุนมังรายเป็นพระสหายกับ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งสุโขทัยอาณาจักรล้านนามีความเจริญมากในด้านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ มีตัวอักษรเป็นของตนเอง
นับถือพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์แบบสุโขทัย ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นอาณาจักรอยุธยาและพม่าบ้าง เป็นอิสระบ้างจนถึง
สมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 5 ได้รวมอาณาจักรล้านนาเข้าอยู่ในราชอาณาจักรไทยด้วย |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
admin มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 10/08/2005 ตอบ: 100
|
ตอบ: 09/05/2006 7:53 am ชื่อกระทู้: |
|
|
พ ัฒนาการของสังคมในดินแดนประเทศไทยมีหลักฐานของการตั้งถิ่นฐานถาวรในที่ราบลุ ่มเป็นสังคมหมู่บ้านที่มีอาชีพหลักในด้านกสิกรรม แต่ราว ๓,๕๐๐ ปีที่แล้วมา ผู้คนส่วนใหญ่คือผู้ที่เคลื่อนย้ายจากภายนอก คือจากประเทศจีนตอนใต้ผ่านประเทศเวียดนามเข้ามาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในดินแดนประเทศไทย
การเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานนี้ หาได้ขาดการติดต่อกับถิ่นฐานบ้านเมืองเดิมไม่ หากเป็นการขยายพรมแดนทางเศรษฐกิจเข้ามา เพราะดินแดนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานนี้ไม่อุดมสมบูรณ์เฉพาะแหล่งทำกินและอยู่อา ศัยเท่านั้น หากยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ และทั้งทรัพยากรธรรมชาตินานาชนิด ที่กลุ่มชนที่มีความก้าวหน้าทางความรู้และเทคโนโลยีจากจีนตอนใต้จะใช้เป็นปร ะโยชน์ได้ อย่างน้อยก็มีทรัพยากรสองอย่างที่ทำให้เกิดการแสวงหาและแลกเปลี่ยนกับทางจีน ตอนใต้อันเป็นถิ่นฐานแต่เดิมได้ คือพวกแร่ธาตุและของป่า ซึ่งทางบ้านเมืองเดิมและทางจีนเหนือต้องการ
ผลที่ตามมาก็คือพัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่สมัย ๒,๕๐๐ ปีลงมา คือมีผู้คนจากจีนตอนใต้เคลื่อนย้ายลงมาเพิ่มเติม เกิดความก้าวหน้าทางด้านการคมนาคมทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งกลุ่มคนที่เป็นพวกค้าขายทั้งทางบกและทางทะเลขึ้นในดินแดนประเทศไทย
พัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจดังกล่าวแลเห็นได้จากการเติบโตและขยายตัวขอ งชุมชนเป็นบ้านเป็นเมืองหลายแห่งหลายท้องถิ่นมีผู้คนหนาแน่นและสัมพันธ์กับก ารถลุงโลหะธาตุ อันได้แก่ทองแดงและเหล็ก โดยเฉพาะเหล็กนั้นมีพบมากมายหลายท้องถิ่นทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกล าง นับเนื่องเป็นกิจกรรมทางอุตสาหกรรมที่บ่งชัดว่าพัฒนาการบ้านเมืองในยุคนี้ หาได้มีพื้นฐานอยู่กับการทำกสิกรรม เช่นการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักไม่
ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีหลายท่านให้คำอธิบายว่าการถลุงเหล็กและการนำเหล ็กมาใช้นั้นน่าจะได้อิทธิพลมาจากอินเดีย เพราะเหล็กดูเป็นของแปลกใหม่สำหรับจีนและจีนตอนใต้ อีกทั้งในขณะเดียวกันก็พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สัมพันธ์กับอินเดียหลายอย่าง แต่สมัย ๒,๕๐๐ ปีลงมา
การสังสรรค์ทางเศรษฐกิจและสังคมกับภายนอก ทำให้เกิดพัฒนาการทางการเมืองและวัฒนธรรม
การเติบโตทางสังคมแต่สมัย ๒,๕๐๐ ปีลงมาหรืออีกนัยหนึ่งสมัยเหล็กนั้น คือการขยายตัวของชุมชนหมู่บ้านอิสระมาเป็นกลุ่มของบ้านและเมือง แต่ละเมืองก็มีหัวหน้าผู้ปกครอง และสาเหตุของการขยายตัวนั้นไม่ได้มาจากการกสิกรรม ทำนาแต่อย่างใด หากเกิดจากการสังสรรค์กับภายนอกทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
ในด้านเศรษฐกิจนั้นพบว่ามีการขยายพรมแดนทางเศรษฐกิจเข้าไปตามพื้นที่ป่า เขาอันเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชนบนที่สูง เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าป่าและแร่ธาตุกับสินค้าจำเป็น และสินค้าฟุ่มเฟือยจากแหล่งที่เป็นชุมชนบ้านเมือง ซึ่งการแลกเปลี่ยนดังกล่าวนี้เป็นผลทำให้เกิดเส้นทางการค้าและคมนาคมจากที่ร าบไปสู่ที่สูงตามป่าเขา
ลักษณะเช่นนี้แลเห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีการค้นพบอยู่เรื่อยๆ ในปัจจุบัน ดังเช่นในหุบเขาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผู้ค้นพบถ้ำบนหน้าผาที่เป็นสุสานของคนโบราณ มีโลงศพรูปร่างคล้ายเรือที่ขุดจากต้นซุงมากมาย ภายในโลงศพพบโครงกระดูกและยังพบพวกเครื่องประดับ เช่น ลูกปัดทำด้วยหินและแก้ว พบกำไลสำริดและเครื่องมือเหล็ก ในขณะที่เบื้องล่างในหุบเขาพบเนินดินที่อยู่อาศัยของคนที่มีเศษภาชนะดินเผา เครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้วและหินสี รวมทั้งเครื่องมือเหล็กที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนสินค้าป่าและแร่ธาตุกับภายน อก
บริเวณลุ่มน้ำแควน้อยในเขตตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง และเลยขึ้นไปตามลำแม่น้ำจนถึงเขตอำเภอไทรโยคจังหวัดกาญจนบุรี นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ที่มีอาวุธและเครื่องประดับที่ทำด้วยสำริด ในเขตเมืองสิงห์ และที่ถ้ำองบะซึ่งอยู่เหนือน้ำขึ้นไปพบโลงศพรูปเรือที่ทำจากท่อนซุง พบกลองสำริดแบบวัฒนธรรมดองซอนที่มาจากเวียดนามเหนืออันเป็นของที่นับเนื่องใ นยุคเหล็ก
สิ่งของเหล่านี้นับเป็นสมบัติของคนตายที่อยู่ในบริเวณชายขอบหรือบริเวณท ี่สูงที่มีการแลกเปลี่ยนกับคนบนพื้นราบในลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีนอย่างสม่ำเสม อ โดยมีเส้นทางคมนาคมที่แสดงให้เห็นจากแหล่งโบราณคดีเป็นจุดๆ ไป เมืองสิงห์ริมแม่น้ำแควน้อยนับเนื่องเป็นแหล่งชุมทางคมนาคมที่มีมาแต่สมัยยุ คเหล็กอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ก็เกิดเป็นเมืองขึ้น ในขณะที่บริเวณรอบทะเลสาบจอมบึงในเขตจังหวัดราชบุรี เคยเป็นแหล่งชุมนุมชนบนที่ราบลุ่ม ก่อนที่จะเกิดเมืองคูบัวและเมืองราชบุรี
อีกแหล่งหนึ่งที่เพิ่งพบไม่นานมานี้ก็คือ บริเวณเขาต้นน้ำแม่ลำพันในเขตตำบลตลิ่งชัน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย เป็นบริเวณที่เป็นเหมืองแร่เหล็ก มีผู้ขึ้นไปทำการขุดเหล็ก ถลุงเหล็ก และทำแหล่งอุตสาหกรรมทำเครื่องมือเหล็กและทำลูกปัดแก้วและดินเผาจนเป็นบริเว ณใหญ่ เป็นแหล่งโบราณคดีที่นับเนื่องแต่ยุคเหล็กมาจนถึงสมัยทวารวดี เป็นแหล่งที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางการคมนาคมที่เมืองสุโขทัย และแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของเมืองสุโขทัยนั้นมีที่มาและสัมพันธ์กับแหล่งแร ่ธาตุและของป่าในบริเวณต้นน้ำแม่ลำพันมาแต่สมัยก่อนประวัติและสมัยทวารวดีแล ้ว โดยเฉพาะในสมัยทวารวดีนั้นเส้นทางการค้าและสถานีการค้าแลเห็นได้จากการพบแหล ่งโบราณคดีที่มีเหรียญเงินตราศรีวัสสะเป็นหลักฐาน เมืองละโว้หรือลพบุรีเองก็เป็นเมืองที่เกิดมาจากศูนย์กลางคมนาคมแต่สมัยก่อน ประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับบรรดาแหล่งโลหะธาตุและชุมชนที่ถลุงโลหะ โดยเฉพาะทองแดงบริเวณเทือกเขาวงพระจันทร์ในเขตอำเภอโคกสำโรง
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบแหล่งแร่ทองแดงที่ภูโล้น อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เป็นภูเขาอยู่ริมแม่น้ำโขงมีอายุประมาณ ๒,๕๐๐ ปีลงมา ในขณะที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสงคราม แม่น้ำมูล และแม่น้ำชีพบชุมชนขนาดใหญ่ที่มีกิจกรรมถลุงเหล็กและทำเกลือเป็นจำนวนมาก ชุมชนเหล่านี้ล้วนมีพัฒนาการในการควบคุมน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของคนเป็นจำ นวนมาก ทำให้เกิดรูปแบบและเครือข่ายของชุมชนที่มีคูน้ำล้อมรอบ มีแหล่งเก็บน้ำและแนวเขื่อนคันดินเพื่อการชลประทานมากมาย
ลักษณะเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้แลเห็นพัฒนาการของชุมชนเป็นบ้านเมืองอย่างช ัดเจนแต่ราว ๒,๕๐๐ ปีลงมาอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็มีหลายชุมชนที่แสดงให้เห็นว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่มีกา รติดต่อกับภายนอก เช่น บ้านเชียงในเขตอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ที่พบโบราณวัตถุหลายชนิดที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับจีนตอนใต้ และเวียดนามเหนือ และจากบ้านเมืองโพ้นทะเล ยกตัวอย่างเช่น เครื่องประดับสำริดและเครื่องมือสำริดมีหลายอย่างที่รวมสมัยเดียวกันกับวัฒน ธรรมดองซอนในประเทศเวียดนาม พบเปลือกหอยทะเลที่มีผู้นำมาเป็นเครื่องประดับที่แสดงให้เห็นว่าผ่านเข้ามาจ ากทางเวียดนาม ยิ่งกว่านั้นพบลูกปัดแก้วสีน้ำเงินและลูกปัดหินสีที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพ ันธ์กับวัฒนธรรมอินเดียแต่สมัย ๒,๕๐๐ ปีลงมาแต่สิ่งที่ดูเด่นชัดกว่าเพื่อนในเรื่องของการติดต่อกับภายนอกเห็นจะได ้แก่บริเวณทุ่งสัมฤทธิ์ในเขตอำเภอพิมาย-โนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ที่นักโบราณคดีไทยขุดพบตุ๊กตาดินเผารูปม้าในหลุมศพคนโบราณที่มีอายุแต่ ๒,๕๐๐ ปีลงมา ซึ่งเป็นสิ่งสอดคล้องกันกับการขุดพบชิ้นส่วนกระดูกม้าในเขตตำบลโตนด อำเภอโนนสูง ที่แสดงให้เห็นว่ามีม้าซึ่งไม่ใช่สัตว์พื้นเมืองในแถบนี้อยู่ ม้าและลาเป็นสัตว์พาหนะสำหรับการค้าระยะไกล จึงน่าจะเป็นสิ่งแสดงให้เห็นสถานภาพของการติดต่อทางบกระหว่างที่ราบสูงโคราช สมัยก่อนประวัติศาสตร์กับดินแดนที่ห่างไกล เช่นทางเวียดนามและจีนตอนใต้อย่างชัดเจนการขยายตัวทางการค้าและพรมแดนทางเศร ษฐกิจทั้งภายในประเทศกับภายนอกประเทศดังกล่าวนี้ยังเป็นสิ่งนำมาซึ่งการเคลื ่อนย้ายของผู้คนจากภายนอก โดยเฉพาะจากจีนตอนใต้และเวียดนามเข้ามาตั้งถิ่นฐานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อ ง ทั้งทางบกและทางทะเล อย่างเช่นในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำมูล-ชีตอนล่างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบแหล่งช ุมชนโบราณที่เป็นบ้านและเมืองมากมายที่นอกจากสัมพันธ์กับการถลุงเหล็กอย่างเ ป็นกิจกรรมทางอุตสาหกรรมแล้ว ยังพบประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง หรือฝังกระดูกใส่หม้อไหมาแทนที่การฝังศพแบบใส่โลงที่เป็นประเพณีท้องถิ่นแต่ เดิม ซึ่งเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่ามีคนกลุ่มใหม่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานประเพ ณีการทำศพแบบฝังหม้อกระดูกดังกล่าวนี้ พบมากตามชุมชนมนุษย์ที่อยู่ตามแถบชายฝั่งทะเล แต่จีนตอนใต้ เวียดนามและตามหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั่วไป
แต่เมื่อมีการศึกษาเปรียบเทียบแล้วเห็นว่าประเพณีทำศพแบบฝังหม้อกระดูกนี้ ดูคล้ายคลึงกับการฝังหม้อกระดูกของกลุ่มคนที่อยู่ในเขตเวียดนามกลางที่อยู่ใ นวัฒนธรรมซาหวีนมากกว่าที่อื่นความเป็นไปได้นี้ยังแลเห็นได้จากความใกล้ชิดก ันในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์อีกด้วย นั่นก็คือดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทยและลาวนั้น มีเทือกเขาขวางกั้นออกจากที่ราบชายทะเลในประเทศเวียดนาม มีเส้นทางที่ผ่านสันปันน้ำมาตามช่องเขาและต้นน้ำลำธารจากฝั่งประเทศเวียดนาม มายังลุ่มแม่น้ำโขงโดยไม่ยาก จึงทำให้ดินแดนภาคอีสานหรือลุ่มแม่น้ำโขงเป็นดินแดนภายใน (hinterland) ของเวียดนามไป เกิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างผู้คนที่อยู่ในที่ราบลุ่มชายฝั่ งทะเลของเวียดนาม กับกลุ่มชนชาวเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่อยู่บนเขาและที่สูง กับกลุ่มชนที่อยู่ในที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำโขงทั้งในประเทศลาวและไทยด้วย
การที่กล่าวว่ากลุ่มชนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งในบริเวณลุ่มน้ ำมูล-ชีตอนล่างในยุคเหล็กน่าจะสัมพันธ์กันกับพวกวัฒนธรรมซาหวีนในเวียดนามกล างก็เพราะว่านอกจากรูปแบบในประเพณีฝังศพคล้ายคลึงกันแล้ว พวกซาหวีนเองก็หาใช่กลุ่มชนที่มีอาชีพหลักในการกสิกรรมไม่ หากเป็นพวกที่ชอบเดินทางค้าขาย แม้ว่าจะยังไม่พบร่องรอยทางโบราณคดีเกี่ยวกับการเดินทางค้าขายทางบกในขณะนี้ แต่การค้าขายและการเดินทางทะเลนั้นมีหลักฐานมากมาย ผู้ที่พบร่องรอยการเดินทางค้าขายทางทะเลของพวกซาหวีนก่อนเพื่อนก็คือ ศาสตราจารย์วิลเฮล จี. โซลไฮม แห่งมหาวิทยาลัยฮาวายอี ซึ่งเป็นนักโบราณคดีชาวอเมริกัน
โซลไฮมพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มีอาชีพการเดินทางทะเลระหว่างพื้นแผ่นดินใ หญ่กับหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตามแหล่งโบราณคดีที่ชนกลุ่มนี้เหลือให้เห็นไว้ มักจะพบโบราณวัตถุชนิดหนึ่งซึ่งมักเป็นตุ้มหู หรือจี้ห้อยคอ ที่ ๑. เป็นรูปสัตว์มีเขาสองหัว และ ๒. ตุ้มหูที่มียอดแหลมประดับสามยอด ซึ่งทั้งสองประเภทนี้เรียกรวมๆ ว่า ลิง-ลิง-โอ โซลไฮมมักเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ซาหวีน-กาลาไน โดยเอาแหล่งที่พบโบราณวัตถุนี้ทางชายฝั่งของเวียดนามมาผสมกับแหล่งที่พบบนเก าะกาลาไนของฟิลิปปินส์ เพราะฉะนั้นในสายตาโซลไฮมชนกลุ่มนี้คือ ผู้เดินทางระหว่างหมู่เกาะและพื้นแผ่นดินใหญ่ของเอเชียอาคเนย์นั่นเอง
ในดินแดนประเทศไทยความสัมพันธ์กับพวกซาหวีนทางทะเลนั้นพบร่องรอยมานานแล ้ว ผู้ที่พบก็คือศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ชินพบจี้รูปสัตว์มีเขาสองหัวในเขตเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอู่ทองกับเวียดนาม และหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตอนปลาย โดยคล้อยตามความเห็นของโซลไฮมว่า อายุของโบราณวัตถุที่เรียกว่า ลิง-ลิง-โอ นี้อยู่ในระหว่าง ๑,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาลการพบจี้ห้อยคอที่เรียกว่า ลิง-ลิง-โอ ที่อู่ทองนั้น คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอู่ทองที่อยู่ในบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน มีการติดต่อกับภายนอกทางทะเลที่มีความเก่าแก่แต่สมัยก่อนคริสตกาลทีเดียว แต่เดิมบริเวณเมืองอู่ทองที่อยู่บนชายขอบที่สูงที่ลาดลงสู่บริเวณที่สบกันระ หว่างลำน้ำจระเข้สามพัน ที่ไหลมาแต่เขตอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี กับลำน้ำท่าว้าที่เป็นลำน้ำสุพรรณบุรีสายหนึ่งแล้วรวมกันเป็นลำคลองสองพี่น้ องไปบรรจบกับแม่น้ำท่าจีนที่อำเภอสองพี่น้องนั้น เชื่อกันว่าเเป็นมืองสุพรรณภูมิที่พระเจ้าอู่ทองหรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาเคยครองอยู่ ต่อมาเกิดโรคระบาดทำให้ต้องทิ้งเมืองไปสร้างพระนครศรีอยุธยา เมืองนี้จึงมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ เท่านั้น แต่หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในเขตเมืองอู่ทองกลับมีอายุอยู่ในสมัยทวารวดี คืออย่างน้อยก็แต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ ขึ้นไป ทำให้ขัดแย้งกับความเชื่อในทางประวัติศาสตร์
ต่อมายังมีการขุดค้นและสำรวจการศึกษากันมากขึ้น เมืองอู่ทองก็มีอายุเก่าแก่ขึ้นไปกว่าสมัยทวารวดี จนถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะมีการขุดพบโครงกระดูกและเครื่องมือหินขัดกัน รวมทั้งการพบลูกปัด เงินตรา ดวงตราที่มาจากภายนอกโพ้นทะเล และเป็นเหตุให้นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส คือศาสตราจารย์บวสเซอลิเย เสนอว่าเมืองอู่ทองเคยเป็นเมืองศูนย์กลางของอาณาจักรฟูนันที่มีอายุราว ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ ปีลงมา
การเสนอข้อคิดเห็นของบวสเซอลิเยนี้เป็นการลบล้างความเชื่อเดิมที่ว่า ฟูนันอยู่ที่เมืองออกแก้วใกล้ปากแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในประเทศเวียดนาม แต่ว่านักโบราณคดีไทยท่านหนึ่งคืออาจารย์มานิต วัลลิโภดม กลับให้อายุของเมืองอู่ทองย้อนหลังเก่าแก่ไปกว่าสมัยฟูนัน คือกำหนดให้เป็นจุดสำคัญของดินแดนสุวรรณภูมิเลย ทั้งนี้เพราะอาจารย์มานิตได้ศึกษาวิเคราะห์บรรดาโบราณสถานวัตถุ ทั้งที่พบที่อู่ทองและบริเวณใกล้เคียงอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว โดยเฉพาะให้น้ำหนักกับบรรดาโบราณวัตถุที่ขุดพบหรือค้นพบโดยศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี
บ้านดอนตาเพชรที่เมืองกาญจน์คือประวัติศาสตร์ "สุวรรณภูมิ"
การขุดค้นทางโบราณคดีที่บ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ที่อยู่ห่างจากเมืองอู่ทองไปทางต้นลำน้ำจระเข้สามพัน นับเป็นสิ่งที่คลี่คลายประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิอย่างสำคัญ เพราะพบโบราณวัตถุที่นอกจากแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีในยุคเหล็กแล ้ว ยังทำให้แลเห็นการติดต่อทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมืองโพ้นทะเลทั้งทางด้ านตะวันตกคือทางอินเดีย และทางตะวันออกคือเวียดนามอีกด้วย
ในด้านพัฒนาการทางเทคโนโลยีก็คือ พบเครื่องใช้สำริดที่หล่อได้ดี และบรรดาเครื่องมือเหล็กชนิดต่างๆ ที่แสดงให้เห็นความซับซ้อนของชนิดหน้าที่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นพัฒนาการท างสังคมว่าไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะการเป็นสังคมหมู่บ้านอย่างแต่ก่อนแล้ว ในขณะที่พวกลูกปัดที่ทำจากหินรัตนชาตินั้นได้รับการตกแต่งสอดสีและลายต่างๆ สวยงามกว่าบรรดาลูกปัดที่พบในรุ่นก่อนๆ นักวิชาการเรียกลูกปัดชนิดนี้ว่า เอทชบีดส์ (atche beads) เป็นรูปแบบที่เป็นอิทธิพลอินเดียโดยตรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการติดต่อกับอินเดียอย่างชัดเจน พร้อมๆ กับบรรดาลูกปัดและวัตถุสำริดและเครื่องมือเหล็กก็พบชิ้นส่วนของภาชนะสำริดที ่จารเป็นลวดลายเรขาคณิตและรูปผู้หญิงใส่เสื้อและมีทรงผมรวมกับภาพของควายที่ อย่างน้อยก็ทำให้แลเห็นลักษณะทรงผม และการแต่งกายของคนในสมัยนั้นพอสมควรทีเดียว
ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี กำหนดอายุของแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชรไว้ประมาณ ๑,๗๐๐ ปีลงมา ซึ่งก็ประมาณสมัยฟูนันนั่นเอง
การพบโบราณวัตถุ เช่น ลูกปัดแบบตกแต่งลายด้วยความร้อน (atche beads) ที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับอินเดียของศาสตราจารย์ชิน อยู่ดีนี้สร้างความสนใจให้แก่ ดร.เอียน โกรฟเวอร์ นักโบราณคดีชาวอังกฤษจากสถาบันโบราณคดี มหาวิทยาลัยลอนดอนเป็นอย่างมาก ได้ขออนุญาตทางกรมศิลปากรเข้ามาทำการขุดค้นต่อที่บ้านดอนตาเพชร ซึ่งผลออกมาก็คือพบโบราณวัตถุเพิ่มขึ้น แต่โบราณวัตถุที่สำคัญที่แสดงให้เห็นการติดต่อกับภายนอกอย่างชัดเจนก็คือ ๑. จี้รูปลิง-ลิง-โอ และ ๒. จี้รูปสิงห์เผ่น ทั้งสองอย่างนี้ทำด้วยหินสีส้มที่เรียกว่า คาร์นีเลียน ความแตกต่างกันระหว่างจี้ทั้งสองชิ้นที่ทำด้วยหินสีแบบเดียวกันก็คือ จี้รูปลิง-ลิง-โอ เป็นแบบอย่างที่มาจากทางตะวันออก โดยเฉพาะทางเวียดนามและหมู่เกาะ ในขณะที่จี้รูปสิงห์เผ่นเป็นแบบอย่างทางอินเดีย เพราะฉะนั้นบ้านดอนตาเพชรคือ บริเวณที่ตะวันตกมาพบตะวันออกโดยแท้
นอกจากนี้ ดร.โกรฟเวอร์ยังพบโบราณวัตถุสำริดรูปกรวยสามเหลี่ยมที่คล้ายคลึงกันกับที่พบ ในอินเดียด้วย ก็นับได้ว่าทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับอินเดียเพิ่มขึ้น สำหรับการกำหนดอายุนั้นในชั้นแรก ดร.โกรฟเวอร์เห็นสอดคล้องกับศาสตราจารย์ชิน อยู่ดีว่าประมาณ ๑,๗๐๐ ปี หรือประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๓ ลงมาก็นับอยู่ในสมัยฟูนัน แต่ต่อมาเมื่อมีการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ดร.โกรฟเวอร์ก็ให้อายุบ้านดอนตาเพชรสูงขึ้นไปอีกประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ปีก่อนคริสตกาล คือประมาณ ๒,๔๐๐-๒,๓๐๐ ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็นับว่าอยู่ในสมัยยุคเหล็กนั่นเอง
หลังจากการพบแหล่งโบราณคดีที่แสดงการเกี่ยวข้องกับภายนอกทางทะเลที่บ้าน ดอนตาเพชรแล้ว ก็มีการค้นพบแหล่งโบราณคดีในทำนองนี้ในหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะในเขตคาบสมุทร คือบริเวณตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปจนถึงนครศรีธรรมราช เช่น แหล่งโบราณคดีที่เขาสามแก้ว จังหวัดชุมพร พบตุ้มหูที่มีมุมแหลมสามมุมซึ่งนับเป็นลิง-ลิง-โอ ชนิดหนึ่ง พร้อมกันนี้ก็พบวัตถุสำริดและกลองมโหระทึกแบบวัฒนธรรมดองซอน และอีกแห่งหนึ่งคือที่อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็พบลิง-ลิง-โอ แบบที่ตุ้มหูเช่นเดียวกัน ที่เกาะสมุยและอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งบริเวณตำบลท่าเรือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็พบวัตถุสำริดและกลองมโหระทึกแบบวัฒนธรรมดองซอนเช่นเดียวกัน ทำให้ได้ข้อคิดเห็นที่จะต้องนำมาตีความหลักฐานทางโบราณคดีกันใหม่ นั่นก็คือในการเดินทางติดต่อกันกับทางตะวันออก คือทางเวียดนามและจีนใต้นั้นใครเป็นผู้เข้ามา แต่ก่อนคนส่วนใหญ่มักจะเหมาเองว่าเป็นพวกในวัฒนธรรมดองซอนที่ตั้งถิ่นฐานอยู ่ในลุ่มแม่น้ำซองมาในเขตหัวบินเวียดนามเหนือ เพราะบรรดาโบราณวัตถุที่แพร่หลายเข้ามาในสมัยเหล็กนั้นล้วนสัมพันธ์กับวัฒนธ รรมดองซอนเกือบทั้งสิ้น ดังตัวอย่างเช่น กลองมโหระทึกหรือกลองสำริดที่พบในที่ต่างๆ ทั้งพื้นแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะของภูมิภาค
เอเชียตะวันออก มาบัดนี้ได้พบโบราณวัตถุที่เป็นของวัฒนธรรมซาหวีนรวมอยู่ด้วย อีกทั้งมีผู้เสนอว่าพวกซาหวีนนั้นเป็นนักเดินทางทะเลที่มีหลักฐานชัดเจนอีกด ้วย จึงทำให้ต้องมาคิดว่า ผู้ที่เดินทางเข้ามาในดินแดนประเทศไทยจากเวียดนามและจีนใต้น่าจะเป็นพวกซาหว ีนมากกว่าพวกดองซอน หรือว่าเป็นทั้งสองพวกด้วยกัน
สำหรับพวกซาหวีนนั้นปัจจุบันมีการค้นพบหลักฐานใหม่อีกมากมายในประเทศเวี ยดนาม คือพบถิ่นกำเนิดนี้อย่างแท้จริงในแถบชายทะเลของเวียดนามกลาง รวมทั้งการกระจายไปถึงเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ด้วย กล่าวคือแหล่งโบราณคดีหลายแห่งที่เคยเป็นหลุมฝังศพนั้น พบจี้หรือตุ้มหูแบบลิง-ลิง-โอ ดังกล่าวนี้ฝังรวมอยู่เป็นจำนวนมาก คือมากพอที่จะแสดงว่าเป็นของเฉพาะกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นลักษณะเฉพาะของชนกลุ่มหนึ่งก็ว่าได้ โดยเหตุนี้บรรดานักโบราณคดีเวียดนามจึงให้ความสนใจและค้นคว้ากันหนัก แล้วเสนอวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้ว่าซาหวีน พร้อมกันก็แก้ไขสิ่งที่ศาสตราจารย์โซลไฮมเคยเสนอในเรื่องซาหวีน-กาลาไน มาเป็นซาหวีนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยืนยันอย่างมั่นคงว่าเป็นกลุ่มชนที่มีถิ่นฐานอยู่ในเวียดนาม ยิ่งกว่านั้นยังเสนอด้วยว่า พวกซาหวีนเหล่านี้คือบรรพบุรุษของพวกจามหรือจามปาที่ปรากฏโฉมหน้ามาแต่สมัยฟ ูนันว่าเป็นพวกเดินเรือค้าขายและมีถิ่นฐานอยู่ในบริเวณตอนกลางของเวียดนาม ซึ่งต่อมาได้สถาปนารัฐจามปาขึ้นมาร่วมสมัยกับรัฐเจนละ ทวารวดี และศรีเกษตรตามที่มีการกล่าวถึงในจดหมายเหตุจีนสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒
สุวรรณภูมิอยู่ที่นี่เอง
จากหลักฐานทางโบราณคดีตั้งแต่สมัยยุคเหล็กที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะสิ่งของที่พบในบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ซึ่งอยู่ทางซีกตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบัน เรื่อยลงไปถึงคาบสมุทรทางภาคใต้ของประเทศไทยนั้น อาจตีความในขณะนี้ได้ว่า เป็นบริเวณที่มีการติดต่อทางทะเลกับดินแดนโพ้นทะเลทั้งทางด้านตะวันตกและตะว ันออกอย่างไม่ต้องสงสัย โดยที่มีคนจากทั้งตะวันตกและตะวันออกเข้ามาเกี่ยวข้อง จากทางตะวันตกก็คือพวกอินเดีย ในขณะที่ทางตะวันออกคือพวกซาหวีน-ดองซอน โดยที่ยังไม่ปรากฏร่องรอยของคนจีนแต่อย่างใด การค้าขายระหว่างดินแดนประเทศไทยกับทางจีนคงผ่านกลุ่มคนที่เป็นนักเดินเรือค ือ พวกซาหวีน-ดองซอนเหล่านี้ ซึ่งในทำนองตรงข้ามกับทางด้านตะวันตกซึ่งน่าจะมีคนอินเดียเดินทางเรือเข้ามา แล้วแต่สมัยต้นพุทธกาลหรือประมาณ ๓๐๐-๔๐๐ ปีก่อนคริสตกาลดังที่มีหลักฐานยืนยันจากแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร ซึ่งปัจจุบันหลักฐานการเดินเรือของชาวอินเดียก็ปรากฏเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ที่เกาะบาหลีทางตอนเหนือในเขตสิงหราชาก็มีการขุดค้นทางโบราณคดี พบเศษภาชนะของชาวอินเดียที่มีอายุประมาณ ๒๐๐ ปีก่อนคริสตกาล เป็นต้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าการเดินเรือของชาวอินเดียในชั้นแรกนั้น ผ่านช่องแคบมะละกา ชวา
และบาหลีมาสู่อ่าวไทย เพื่อติดต่อกับบ้านเมืองที่อยู่บนคาบสมุทรมาเลย์และลุ่มน้ำเจ้าพระยาซีกตะวั นตก ซึ่งนับเนื่องเป็นดินแดนที่เรียกว่า "สุวรรณภูมิ" และสุวรรณภูมิก็คือที่หมายในการเดินทางเข้ามาค้าขายเป็นสำคัญในการรับรู้ของ คนอินเดียนั้น หาได้มองสุวรรณภูมิเป็นดินแดนที่ต่ำต้อยเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ไม่ หากสุวรรณภูมิคือดินแดนแห่งความมั่งคั่งที่บุคคลหลายชั้นวรรณะมุ่งหวังที่จะ มา อย่างน้อยเรื่องชาดกพระมหาชนกก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความหมายเช่นนี้ ของสุวรรณภูมิไม่มากก็น้อย
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในขณะนี้ คือสิ่งที่ยืนยันให้เห็นว่าพื้นที่ในสุวรรณภูมิที่มีความเก่าแก่ถึงยุคพุทธก าลก็คือบริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีน-แม่กลองนี่เอง และบริเวณที่เป็นบ้านเป็นเมืองที่สำคัญในขณะนั้น ก็คงอยู่ในเขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี มาต่อกับอำเภอพนมทวนนั่นเอง เพราะไม่มีที่ไหนได้พบหลักฐานที่แสดงการมีอยู่ของคนอินเดียเท่ากับบริเวณนี้ ถ้าหากจะนำไปพิจารณาเชื่อมต่อกับเรื่องราวการส่งพระสมณทูตโสณะและอุตตระของพ ระเจ้าอโศกมาสั่งสอนพระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิดังมีกล่าวถึงในตำนานมหาวงศ์ขอ งลังกาแล้ว บริเวณนี้ก็น่าจะมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาว่าเป็นที่สมณทูตของพระเจ้าอโศกมา ขึ้นบกและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
บริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง คือศูนย์กลางของสุวรรณภูมิครั้งพุทธกาล เป็นที่พบปะสังสรรค์ทางเศรษฐกิจของคนพื้นเมือง กับผู้ที่มาจากทางตะวันตกคือพวกอินเดีย และผู้ที่มาจากทางตะวันออกคือพวกซาหวีน-ดองซอน อาจกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานี้สุวรรณภูมิคือที่หมายของการค้าและการติดต่อของค นจากภายนอกทั้งตะวันตกและตะวันออกที่ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องและเจริญเติบโตเ ข้าสู่ยุคคริสตกาล หรือประมาณ ๑,๗๐๐ ปีลงมา อันเป็นระยะเวลาที่บ้านเมืองรับเอาอารยธรรมอินเดียมาปรับใช้กับวัฒนธรรมท้อง ถิ่นที่มีมาแต่เดิม ทำให้เกิดการนับถือศาสนาฮินดู พุทธ และมีระบบกษัตริย์ รวมทั้งพัฒนาการทางด้านอักษรศาสตร์ ศิลปกรรมและพิธีกรรมแบบอย่างอินเดียขึ้นมา
ก่อนการรับอารยธรรมอินเดียในสมัยต้นๆ ของยุคเหล็กนั้น ประชาชนและบ้านเมืองในดินแดนประเทศไทยและบ้านใกล้เรือนเคียงได้มีการรวมตัวเ ป็นหน่วยทางการเมืองที่มีหัวหน้าปกครองดูแลแล้ว (Chiefdoms) หน่วยเหล่านี้บางหน่วยก็มีเผ่าพันธุ์เดียวกัน บางหน่วยก็แตกต่างกันอันเนื่องมาจากความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่เคลื่อนย้า ยเข้ามาตั้งถิ่นฐานแต่สมัยก่อนยุคเหล็กแล้ว และยังคงมีผู้คนที่ต่างชาติพันธุ์เหล่านี้เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่เรื่อยๆ เป็นเหตุให้เกิดการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานอยู่ตลอดเวลาจากหลักฐานทางโบราณ คดีลักษณะที่เด่นของหน่วยเหล่านี้ก็คือ ประกอบด้วยแหล่งชุมชนที่เป็นศูนย์กลางที่มีขนาดใหญ่และความซับซ้อนทางวัฒนธร รมกับแหล่งเล็กๆ ที่เป็นบริวาร อาจกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะที่เหมือนกับเมืองและหมู่บ้านในสมัยหลังๆ นั่นเอง ซึ่งในที่นี้จะขอเรียกว่าเป็นเมือง และแต่ละเมืองก็มีเจ้าเมืองดูแล เมืองแต่ละท้องถิ่นมีขนาดและความเจริญไม่เท่ากัน แต่ต่างก็มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อกัน บรรดาเมืองที่อยู่ตามลุ่มแม่น้ำใกล้ชายฝั่งทะเลหรือบนเส้นทางการค้าที่สำคัญ คือพวกที่มีโอกาสจะเจริญเติบโต เพราะสามารถติดต่อกับภายนอกได้สะดวกทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีและวัฒนธรรม
หลายคนเชื่อว่าบรรดาเจ้าเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลเหล่านี้คือผู้ที่ทำการค้า ขายกับพ่อค้าชาวอินเดียและบรรดาผู้ที่มาจากโพ้นทะเล โดยเฉพาะกับทางอินเดียนั้นมีผลประโยชน์อย่างมากมาย เพราะไม่เพียงแต่จะขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อความมั่งคั่งแล้ว ยังได้รับหลายๆ อย่างทางอารยธรรมจากชาวอินเดียด้วย ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าคนอินเดียที่เข้ามาเหล่านั้น หาได้มีแต่บรรดาพวกพ่อค้าอย่างเดียวไม่ หากมีทั้งกษัตริย์ พราหมณ์ และผู้มีความรู้หลากหลายทางวิทยาการด้วย ที่เข้ามาเพื่อลี้ภัยทางการเมือง เพื่อผจญภัยและเพื่อเผยแพร่ศาสนาโดยเฉพาะเรื่องเผยแพร่ศาสนานั้นเห็นได้ชัดจ ากตำนานมหาวงศ์ของลังกาที่กล่าวถึงการเข้ามาของพระโสณะและพระอุตตระในสมัยขอ งพระเจ้าอโศก ยังมีข้อถกเถียงตามมาเรื่องการเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาก็คือ เผยแพร่อย่างไรเพียงพระสงฆ์เข้ามาสั่งสอนชาวบ้านที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามท้องถ ิ่นต่างๆ หรือเข้ามาสั่งสอนหัวหน้าของหมู่บ้านที่ยังป่าเถื่อนจนเกิดความเลื่อมใส แล้วสนับสนุนให้เกิดการยอมรับกันทั่วไปในขั้นแรกสมัยที่หลักฐานทางด้านโบราณ คดีมีน้อย นักปราชญ์ฝรั่งโดยเฉพาะพวกฝรั่งเศสมักมีความเห็นว่าคนอินเดียเข้ามาขยายอาณา นิคมด้วยการปราบปรามคนพื้นเมือง แต่งงานกับลูกสาวของผู้นำชนท้องถิ่นแล้วนำเอาศาสนาขนบประเพณีระบบกษัตริย์ ตลอดจนความเจริญทางอักษรศาสตร์และศิลปศาสตร์ต่างๆ ของอินเดีย มาทำให้คนพื้นเมืองมีวัฒนธรรมเป็นแบบคนอินเดียไป ความเชื่อนี้เป็นเหตุให้มองคนพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าโง่และสร ้างอารยธรรมของตนเองไม่ได้ จึงต้องเป็นอาณานิคมของคนอินเดียไป ซึ่งอย่างน้อยการเรียกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ว่า เกรตเตอร์อินเดีย (Greater India) ก็ดี และเรียกบ้านเมืองของคนเหล่านี้ว่าเป็นอินเดียนไนซ์สเตท (Indianized states) ก็คือสิ่งสะท้อนให้แลเห็นความคิดและความเชื่อดังกล่าว
จากหลักฐานและตีความหมายทางโบราณคดีตามที่กล่าวมานี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์หรือพราหมณ์จากอินเดียมาปราบปรามคนพื้นเมืองแล้วบ ังคับให้รับนับถือศาสนาและอารยธรรมอินเดียอย่างแน่นอน เพราะดินแดนเอเชียอาคเนย์ที่คนอินเดียสมัยนั้นเรียกว่า สุวรรณภูมิ นั้นมีพัฒนาการเป็นบ้านเป็นเมือง มีหัวหน้าและผู้
ปกครองบ้านเมืองอยู่แล้วการติดต่อกับคนอินเดียทั้งการค้าขายและด้านวัฒ นธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ต้องผ่านการรู้เห็นและการยินยอมของบุคคลที่มีอำนาจและเป็นหัวหน้ าก่อนเสมอ ยกตัวอย่างเช่น การส่งพระมหินทรเถระ และพระสังฆมิตตาเถรีพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกไปยังศรีลังกานั้ น ที่ลังกาก็มีพระมหากษัตริย์ปกครองอยู่แล้วคือ พระเจ้าเทวานัมปิยดิสสะ เป็นต้น จึงทำให้ศาสนาและวัฒนธรรมอินเดียที่ผ่านเข้าไปนั้นอยู่ในสถานที่มีการศึกษาไ ตร่ตรองและผสมผสานกับประเพณีพิธีกรรมและลัทธิความเชื่อที่มีอยู่แล้วในพื้นเ มืองในกรณีพระโสณะและอุตตระที่เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมินั้นก็ คงไม่ใช่เป็นผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์เพียงกลุ่มเดียว คงมีหลายกลุ่มหลายเหล่าหลายศาสนาและหลายนิกาย เพราะสุวรรณภูมิคือเป้าหมายของการค้าทางทะเล จึงน่าจะมีผู้คนลัทธิศาสนาต่างๆ ผ่านเข้ามา ซึ่งในระยะนั้นน่าจะมีทั้งพุทธ พราหมณ์ และฮินดู ยิ่งกว่านั้นการรับนับถือศาสนาก็ดูเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจดุลพินิจของบุคค ลที่เป็นเจ้าเมืองและผู้ปกครองด้วย เหตุนี้จึงปรากฏให้เห็นจากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีทั้งพุทธ พราหมณ์ ฮินดู และพุทธมหายานปะปนกันอยู่ในท้องถิ่นเดียวกันหรือต่างกันไปตามท้องถิ่น บางท้องถิ่นอาจจะเริ่มแต่พราหมณ์ และจึงเปลี่ยนมาเป็นพุทธ หรือจากพุทธแล้วกลายมาเป็นพราหมณ์ ฮินดูอะไรทำนองนั้น ความไม่แน่นอนเช่นนี้มีที่มาจากกระบวนการเลือกและการรับรู้ของบุคคลที่เป็นห ัวหน้าหรือผู้มีอำนาจนั่นเอง
แต่ทว่าจากหลักฐานทางโบราณคดีและหลักฐานทางเอกสารโบราณอีกเช่นเดียวกัน ที่แสดงให้เห็นว่าการรับนับถือศาสนาจากอินเดียนั้นหาได้เป็นเพียงสิ่งเดียวท ี่ไม่สัมพันธ์กับอะไรไม่ หากต้องเป็นสิ่งสัมพันธ์กับสถานภาพของบุคคลที่เป็นหัวหน้าผู้ปกครองด้วย คือต้องเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับระบบกษัตริย์ทีเดียว นั่นก็คือการที่พระพุทธศาสนาจะแพร่หลายเข้ามาได้นั้นเป็นเรื่องที่หัวหน้าหร ือผู้ปกครองของบ้านเมืองเป็นผู้เชื้อเชิญเข้ามา และการที่จะเชื้อเชิญให้เข้ามานั้นบุคคลที่เป็นผู้ปกครองก็ต้องเห็นว่าเป็นป ระโยชน์แก่ตนและสถานภาพของตน ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเวลาศึกษาเรื่องราวของศาสนาที่ผู้คนในดินแดนประเทศไทยหร ือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับถือกันแล้ว ก็จะพบว่าบรรดาประเพณีพิธีกรรมและความเชื่อทางศาสนานั้นแยกกันไม่ออกจาก สถาบันกษัตริย์ ที่ใช้คำว่า สถาบันกษัตริย์ ในที่นี้ หมายถึงว่าเป็นสถาบันของผู้ปกครองที่พัฒนาขึ้นภายหลังจากที่รับนับถือศาสนาจ ากอินเดียแล้วทั้งพุทธและพราหมณ์
ก่อนรับศาสนาจากอินเดียมีศาสนาดั้งเดิมอยู่แล้ว
เมื่อมาถึงตรงนี้ก็เกิดคำถามว่า ก่อนหน้าการนับถือศาสนาจากอินเดียไม่ว่าพุทธหรือพราหมณ์นั้น ผู้คนและบ้านเมืองตลอดจนหัวหน้าผู้ปกครองไม่นับถือศาสนาหรือไม่มีศาสนาหรือ คำตอบก็คือมีแน่
เพราะศาสนาเป็นสถาบันสากลที่วิวัฒนาการควบคู่กันมากับความเป็นมนุษย์ของคนเร า ศาสนาเป็นสิ่งที่ให้ความมั่นคงทางจิตใจแก่มนุษย์และจรรโลงความสัมพันธ์ทางสั งคมที่ทำให้มนุษย์ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นหมู่เหล่าในลักษณะพึ่งพิงซึ่ง กันและกัน
การนับถือศาสนานั้นแสดงออกให้เห็นทั้งในด้านนามธรรมและรูปธรรม ในด้านนามธรรมก็คือความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่มีพลังบางอย่างที่แพร่หลายหรือถ่ายทอดทั้งในด้านมีลายลักษณ์และไ ม่มีลายลักษณ์
ส่วนในด้านรูปธรรมนั้นคือการแสดงในเรื่องความเชื่อที่ผ่านการประกอบประเพณีพิธีกรรม เป็นกิจกรรมร่วมของคนในกลุ่มหรือชุมชน
ในสมัยก่อนการนับถือศาสนาพุทธและพราหมณ์จากอินเดีย เราเห็นร่องรอยของศาสนาและพิธีกรรมจากหลักฐานทางโบราณคดี เช่นจากประเพณีการฝังศพร่วมกันของคนในชุมชนที่เป็นบ้านเป็นเมือง นั่นคือมีความเชื่อว่าเมื่อคนตายไปแล้วยังมีวิญญาณดำรงอยู่ที่อาจสื่อสารด้า นการประกอบพิธีกรรม อีกทั้งมีการจัดพื้นที่ให้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งฝังศพ การกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์จากการสร้างศาลหรือการปักหินตั้งที่แสดงเขต รวมทั้งการแกะสลัก ปั้นรูปและเขียนรูปแสดงเรื่องราวและเหตุการณ์ ยกตัวอย่างเช่น บรรดาผนังถ้ำหรือเพิงผาที่มีการเขียนภาพเขียนสี เป็นต้น ซึ่งพบมากตามเขาเกือบทั่วประเทศในดินแดนประเทศไทย สถานที่เหล่านี้คือ ศาสนสถานที่ประกอบประเพณีพิธีกรรมทั้งสิ้น บางภาพแสดงให้เห็นถึงบุคคลสำคัญที่มีอำนาจนอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งอาจจะเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ ผู้ปกครองหรือหมอผีที่ทำหน้าที่สื่อสารกับอำนาจนอกเหนือธรรมชาติ
ข้าพเจ้าเชื่อว่าบรรดาหลักฐานทางโบราณคดีที่พบขณะนี้ส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นพ ิธีกรรมที่สำคัญในชีวิตของคนในชุมชนอยู่สองอย่างคือ พิธีศพ และพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์
พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำศพนั้นเห็นได้จากการขุดค้นพบประเพณีการฝังศพข องชุมชนตามที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งในหลายๆ แห่งทีเดียวที่พบร่องรอยของศพคนที่มีความสำคัญของชุมชนที่สังเกตเห็นได้ว่าเ ครื่องประดับหลุมศพ หรือความมั่งคั่งของแหล่งฝังศพในชุมชนหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับที่อื่น ยกตัวอย่างเช่น การขุดพบบรรดาเครื่องประดับและเครื่องมือเครื่องใช้ของผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานใ นลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลองตามที่กล่าวมาแล้ว
ส่วนพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์นั้นเห็นได้จากแหล่งภาพเขียนสี ตามถ้ำตามเพิงผา ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังบอกว่าเป็นของบรรดาผู้คนที่อยู่บนที่สูง แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าใคร่ตั้งข้อสังเกตว่าหลายๆ แห่งทีเดียวเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมร่วมกันทั้งผู้ที่อยู่ตามที่ราบลุ่มกั บที่สูง เพราะคนทั้งสองพวกนี้หาได้แยกกันอยู่ตามลำพังไม่ หากมีการสังสรรค์กันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระหว่างกันตลอดเวลาอย่างไรก็ตามยังมีหลักฐานในระบบความเชื่อทางศ าสนาที่อยู่ในระบบภูมิภาคที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ทั้งพื้นแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะต่างก็มีระบบความเชื่อ ที่คล้ายคลึงกันมาก่อนที่จะรับนับถือศาสนาพุทธและพราหมณ์จากอินเดียนั่นก็คื อการมีกลองสำริดที่สะท้อนให้แลเห็นทั้งศาสนา พิธีกรรมและการแพร่หลาย
กลองสำริดพัฒนาขึ้นในรัฐเดียนหรือเทียนที่มีศูนย์กลางอยู่รอบทะเลสาบคุน หมิง ในมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีน ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล คือราว ๓,๐๐๐ ปีที่แล้วมา กลองนี้ได้แพร่หลายมาตามเส้นทางการค้าผ่านเวียดนามเหนือเข้ามายังบ้านเมืองใ นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งบนพื้นแผ่นดินใหญ่ คาบสมุทรและหมู่เกาะ
จากภาพประดับบนกลองและลวดลายขีดสลักบนหน้ากลองและตัวกลองเป็นสิ่งที่แสด งให้เห็นความคิดของมนุษย์ในเรื่องจักรวาล และมีพิธีกรรมสังเวยเทพบนท้องฟ้า เพื่อความอุดมสมบูรณ์หรืออาจกล่าวได้สั้นๆ ว่าเป็นความเชื่อเรื่องฟ้าดินคล้ายๆ กับระบบความเชื่อทางศาสนาของคนจีนก็ว่าได้
กลองนี้เมื่อแพร่หลายเข้ามานั้นมักเป็นของประจำกลุ่มชน โดยเฉพาะอยู่ในความครอบครองของบุคคลที่เป็นหัวหน้าเผ่าหรือผู้ปกครอง ซึ่งเมื่อเวลาที่สิ้นชีวิตไปแล้วจะถูกนำมาฝังไว้ในหลุมศพ ในเมืองไทยกลองชนิดนี้มีพบทั้งจากบริเวณที่ฝังศพและบริเวณที่ประกอบพิธีกรรม
การแพร่หลายของกลองสำริดที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบความเชื่อและพิธีกรรมทางศาส นานี้ นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่ามีมาแต่ ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ปีลงมา แต่กลองที่พบมากในดินแดนประเทศไทยนั้นมักมีอายุแต่ ๒,๓๐๐ ปีลงมาจนถึง ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ ปี ซึ่งก็นับเนื่องในยุคเหล็กและเป็นระยะเวลาที่มีการติดต่อกับทางอินเดีย ดังนั้นในที่นี้อาจกล่าวได้ว่าบรรดาหัวหน้าหรือผู้ปกครองบ้านเมืองในสมัยที่ มีการติดต่อกับชาวอินเดียนั้น ส่วนใหญ่มีระบบศาสนาและพิธีกรรมคล้ายคลึงกันอยู่แล้ว และการมีกลองสำริดครอบครองก็คือสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานภาพของบุคคลเหล่านั้น
แต่ทว่าเพียงการครอบครองกลองสำริดและมีระบบความเชื่อตลอดจนประเพณีพิธีก รรมที่เกี่ยวกับฟ้าดิน และความอุดมสมบูรณ์นั้น ยังหาได้สร้างความโดดเด่นที่ทำให้เจ้าเมืองคนหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเหนือก ว่าคนอื่นๆ ไม่ ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้ว่าในระยะที่มีการติดต่อกับอินเดียนั้น บุคคลผู้เป็นเจ้าเมืองหรือหัวหน้ากลุ่มชนก็มีฐานะเท่ากับราชาของบ้านเมืองต่ างๆ ในอินเดีย ยังหามีผู้หนึ่งผู้ใดสถาปนาตนเองเป็นมหาราชาไม่ แต่การนำเอาระบบศาสนา ประเพณีพิธีกรรมและระบบกษัตริย์มาปรับใช้แล้ว ก็สามารถทำให้เจ้าเมืองหรือผู้นำที่สำคัญมีสภาพและฐานะที่แตกต่างไปจากมนุษย ์ธรรมดาได้ ก็คงเป็นเพราะเหตุที่วัฒนธรรมอินเดียในเรื่องนี้มีศักยภาพในการสื่อสารได้สู งกว่าประเพณีและวัฒนธรรมพื้นเมืองดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้บรรดาผู้นำของบ้านเมืองในท้องถิ่นต่างก็ยินยอมรับวัฒนธรรมอิน เดียทั้งในด้านศาสนา ระบบกษัตริย์ ศิลปวิทยาการและอักษรศาสตร์เข้ามาเป็นของตน
ข้าพเจ้าคิดว่าการรับอารยธรรมอินเดียนั้นเป็นสิ่งที่บรรดาเจ้าเมืองหรือ ผู้นำของท้องถิ่นได้ประโยชน์มากกว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไป เพราะทำให้คนสำคัญเหล่านี้เปลี่ยนสภาพจากคนธรรมดาเป็นกษัตริย์เป็นผู้ที่สัม พันธ์กับสวรรค์หรือสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งภาวะเช่นนี้มีความหมายมากในสภาพสังคมของคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เต็ มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ยากแก่การสร้างบูรณาการทางวัฒนธรรมให้เกิดเป็นบ้านเมืองใหญ่โตเป็นรัฐหรืออา ณาจักรได้ ถ้าหากเพียงยกวัฒนธรรมของชนเผ่าใดเผ่าหนึ่งขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมกลางถ้าจะมองใ ห้ลึกลงไปอีกในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสถาบันกษัตริย์ก็คือ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์
ระหว่างอำนาจกับผู้ใช้อำนาจในการปกครองและการยอมรับของบุคคลที่อยู่ใต้อำนาจนั่นเอง
ลัทธิศาสนา คือสิ่งที่สร้างอำนาจโดยชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครองหรือกษัตริย์ แต่ก็หาได้เป็นไปในเรื่องให้ความสำคัญกับผู้มีอำนาจแต่ฝ่ายเดียวไม่ หากยังมีการกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนในด้านคุณธรรมทางศาสนาที่จะต้องทำใ ห้ผู้จะเป็นพระราชาหรือกษัตริย์ได้ ต้องประพฤติและปฏิบัติ และสิ่งเหล่านี้มักสื่อสารกันได้ระหว่างชนชั้นปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกค รองโดยการประกอบประเพณีพิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีกรรมที่เปลี่ยนสถานภาพทั้งในเวลาที่จะขึ้นครองราชย์ หรือราชาภิเษก และพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการตายที่จะส่งกษัตริย์ผู้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดากลับสู ่สวรรค์
ความเด่นชัดอีกอย่างหนึ่งที่ลัทธิศาสนาจากอินเดียสามารถแพร่หลายเป็นที่ ยอมรับของผู้คนโดยทั่วไปได้รวดเร็วก็คือ ความคิดในเรื่องโลกหน้า เช่น สวรรค์และนรกที่ชัดเจนทั้งเหตุผลและภาพพจน์
ภาษาและอักษรศาสตร์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องสนับสนุนการแพร่หลา ยของอารยธรรมอินเดีย เพราะนอกจากเป็นภาษาที่มีลายลักษณ์สื่อสารได้กว้างไกลแล้ว ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ ถูกนำมาใช้ทั้งในกิจกรรมด้านศาสนาและการปกครอง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแต่พุทธศตวรรษที่ ๓-๔ อันเป็นเวลาที่มีการแพร่หลายพุทธศาสนา หรือศาสนาพราหมณ์ก็ดีในดินแดนสุวรรณภูมินั้น ได้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม อย่างค่อยเป็นค่อยไป คือบรรดาเจ้าเมืองหรือหัวหน้าผู้ปกครองกลุ่มชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธ ุ์เหล่านั้น รับวัฒนธรรมและลัทธิความเชื่อใหม่เข้ามาแล้วผ่านลงสู่เบื้องล่างในหมู่ชนทั่ วไป เกิดที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามาเป็นครู เป็นปุโรหิต ผู้ประกอบประเพณีพิธีกรรมให้ ทำให้ค่อยๆ เกิดสถาบันกษัตริย์ขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับของกลุ่มชนที่หลากหลายทั่วไป
พอมาถึงสมัยประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๓ หรือพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ อันเป็นเวลาที่มีการค้าขายอย่างกว้างขวางระหว่างตะวันออกคือจีน และตะวันตกคืออินเดียนั้น จึงมีบันทึกและคำบอกเล่าของพวกพ่อค้ากรีก โรมัน อินเดีย และจีนที่กล่าวถึงบ้านเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าประกอบด้วยกล ุ่มของแคว้นหรืออาณาจักรเล็กๆ
มากมาย โดยเฉพาะตามแถวชายฝั่งทะเล ซึ่งบรรดารัฐหรืออาณาจักรเหล่านี้ล้วนรับอิทธิพลทางศาสนา ระบบกษัตริย์ และการปกครองจากอินเดียแทบทั้งนั้น แทบทุกแห่งล้วนมีพราหมณ์ปุโรหิตเป็นที่ปรึกษา มีคนพื้นเมืองบวชเป็นพระภิกษุ รวมทั้งมีประเพณีพิธีกรรมที่อ้างอิงเทพเจ้าในศาสนาของอินเดีย อีกทั้งมีวัด มีปราสาทราชวัง
และรูปเคารพที่ได้รับอิทธิพลมาจากอารยธรรมอินเดีย และที่สำคัญบรรดากษัตริย์และเจ้านายแต่ละแว่นแคว้นล้วนเป็นบุคคลที่มั่งคั่ง มีข้าทาสบริวารแวดล้อม หรืออีกนัยหนึ่งมีพัฒนาการของชนชั้นระหว่างผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้การปกครอง ชัดเจน
จีนเข้ามาสุวรรณภูมิก็เปลี่ยนไป
ภาพพจน์ของสังคมและบ้านเมืองตลอดจนวัฒนธรรมแห่งพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ หรืออีกนัยหนึ่งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๓ ลงมาดังกล่าวนี้ คงมีผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นแต ่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๕-๖ อันเป็นเวลาที่มีการค้าขายติดต่อกับคนจีนแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นลงมานั่นเอง
ก่อนหน้าสมัยราชวงศ์ฮั่น จีนยังเดินเรือไม่เป็น อีกทั้งไม่ใคร่สนใจในเรื่องการค้าขายทางทะเล การติดต่อกับทางสุวรรณภูมิและอินเดียนั้นมักเป็นไปโดยคนในเอเชียตะวันออกเฉี ยงใต้ทำการค้าขายให้ ก็คงจะเป็นพวกซาหวีน-ดองซอนนั่นเอง แม้กระทั่งการค้าขายของคนจีนทางทะเลที่เข้ามาที่สุวรรณภูมิในสมัยราชวงศ์ฮั่ นนั้นในจดหมายเหตุจีนก็ระบุว่าอาศัยเรือของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าม า
การปรากฏตัวของจีนที่เห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีนั้นที่สำคัญมี ๒ อย่างคือ การมีหลุมศพของพวกฮั่นในเวียดนามเหนือ เป็นแหล่งที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมดองซอน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนในสมัยราชวงศ์ฮั่นเข้ามามีอิทธิพลและใช้บ้านเมืองชายท ะเลในเวียดนามเหนือเป็นเมืองท่าหรือสถานีพักสินค้า ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือการพบภาชนะและเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเคลือบตลอดจน ภาชนะสำริด อาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นสำริดของจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นในแหล่งชุมช นโบราณของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่นที่ตามเกาะหลายเกาะในอินโดนีเซียมีผู้พบภาชนะดินเผาเคลือบแบบราชวง ศ์ฮั่น และในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์พบกลองสำริดแบบดองซอนร่วมกับภาชนะสำริดของราชวงศ์ฮ ั่น ในขณะที่อื่นๆ พบมีดดาบสั้นและอาวุธแบบสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นต้น
การปรากฏตัวของจีนแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นนี้ได้ทำให้การเป็นศูนย์กลาง หรือจุดหมายปลายทางในการค้าขายของสุวรรณภูมิเปลี่ยนไป กลายมาเป็นบริเวณที่เป็นทางผ่านของเส้นทางการค้าระหว่างตะวันตกคืออินเดีย กับตะวันออกคือจีนไป แต่การเปลี่ยนแปลงนี้หาเป็นเรื่องที่ทำให้ความสำคัญที่มีอยู่แต่เดิมถดถอยไป ไม่ หากมีการขยายตัวในเรื่องการค้า การคมนาคมและการตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองใหญ่โตมากมายในเวลาที่ตามมา บริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลองที่เคยมีความสำคัญเป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิก็ กลายมาเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งคือ เมืองอู่ทองที่เรือสินค้าจากภายนอกสามารถแล่นเข้ามาตามเส้นทางน้ำโบราณจนถึง บริเวณหน้าเมือง ในขณะเดียวกันก็เกิดเมืองท่าร่วมสมัยกันอีกหลายแห่ง แต่ที่มีหลักฐานโบราณคดียืนยันแน่ชัดนั้นมี ๒ แห่ง ในที่นี่คือ ที่ควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แห่งหนึ่ง กับที่เมืองออกแอวใกล้ปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนามอีกแห่งหนึ่ง
แห่งแรกที่ควนลูกปัดนั้นอยู่ในเขตชายทะเล อ่าวพังงาเป็นเมืองท่าบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรจากอินเดีย หรือลังกามายังคลองท่อม แล้วจากคลองท่อมก็เดินทางบกผ่านคาบสมุทรมาออกชายทะเลด้านตะวันออกในเขตอ่าวไ ทย ซึ่งบนเส้นทางข้ามคาบสมุทรนี้พอมาถึงกึ่งกลางอาจแยกออกไปออกฝั่งทะเลในเขตจั งหวัดนครศรีธรรมราชก็ได้ หรือจะเดินทางต่อไปตามลำน้ำตาปี ไปออกฝั่งทะเลที่อ่าวบ้านดอน
จากหลักฐานทางโบราณคดีและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ คลองท่อมน่าจะเป็นเมืองตักโกลา ที่มีการกล่าวถึงในเอกสารโบราณ ซึ่งมีนักปราชญ์หลายท่ายเคยเสนอว่าอยู่ที่ตะกั่วป่าในเขตจังหวัดพังงา แต่เมื่อนำโบราณวัตถุที่พบ ณ ที่นั้นมาเปรียบเทียบกับที่พบที่คลองท่อมแล้ว ของที่พบที่ตะกั่วป่ามีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔
ลงมาเป็นอย่างมาก ในขณะที่ทางคลองท่อมมีดวงตรา ลูกปัดและเครื่องประดับอื่นๆ ที่มีอายุร่วมสมัยกับของในพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ ลงมา ซึ่งพบคล้ายคลึงกันกับแหล่งที่สองคือ ที่เมืองออกแอวในประเทศเวียดนาม
เมืองออกแอวหรือบางท่านเรียกว่า ออแก้ว นั้นตั้งอยู่บนพื้นที่ลุ่มต่ำที่น้ำทะเลท่วมถึง หรืออาจจะเรียกว่าอยู่แถวบริเวณชายทะเลตมที่เป็นป่าชายเลนก็ว่าได้ ซึ่งก็เป็นลักษณะภูมิประเทศเดียวกันกับบริเวณควนลูกปัด การตั้งหลักแหล่งบ้านเมืองที่เป็นทั้งเมืองท่าและสถานีขนถ่ายสินค้านี้คงเป็ นสิ่งก่อสร้างด้วยเครื่องไม้บนเสาสูง และเป็นแหล่งที่มีเส้นทางน้ำไปออกทะเลได้สะดวก สิ่งที่บ่งแสดงว่าออกแอวเป็นเมืองท่าค้าขายในสมัยราวพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ ลงมา ก็คือบรรดาโบราณวัตถุที่เป็นเหรียญโรมัน ดวงตรา ลูกปัด รวมทั้งรูปเคารพในทางศาสนาที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย รวมทั้งเหรียญและวัตถุที่มาจากจีนด้วยนักปราชญ์เป็นจำนวนมากลงความเห็นว่าออ กแอวคือ เมืองท่าที่สำคัญของรัฐฟูนันที่มีกล่าวถึงในจดหมายเหตุจีนว่าเป็นรัฐที่มีอา นุภาพมากสามารถปราบปรามบ้านเล็กเมืองน้อยที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลในอ่าวไทยและ พื้นที่ใกล้เคียงไว้ในอำนาจ อาจกล่าวได้ว่าเป็นรัฐสำคัญหรืออาณาจักรสำคัญแห่งแรกในประวัติศาสตร์เอเชียต ะวันออกเฉียงใต้โบราณก็ว่าได้ แต่ในที่นี้ความสำคัญของฟูนันอยู่ที่เป็นรัฐใหญ่ที่มีระบบกษัตริย์และศาสนาพ ุทธและพราหมณ์ที่รับมาแต่อินเดีย และเป็นราชสำนักที่มีการติดต่อทางการทูตและการค้าขายกับอินเดียและจีนพัฒนาก ารของรัฐฟูนันในจดหมายเหตุจีนที่มีหลักฐานทางโบราณคดีสนับสนุนที่ออกแอวนี้แ สดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในสมัยแต่พุทธศตวรรษที่ ๗-๘ ลงมาอย่างชัดเจน นั่นก็คือความสำคัญของสุวรรณภูมิที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าขายและการคมนาคมด ้วยตัวของตัวเองได้หมดไป แล้วเกิดเมืองและรัฐฟูนันขึ้นมาแทนที่ในฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าขายทางทะเลร ะหว่างตะวันตกคืออินเดีย และบ้านเมืองใกล้เคียงกับจีนที่อยู่ทางตะวันออก
ในการรับรู้ของนักประวัติศาสตร์และนักวิชาการโดยทั่วไป มักเห็นยุคสมัยประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้โบราณเริ่มแต่การปรากฏตั วของรัฐหรืออาณาจักรฟูนันแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๓ หรือประมาณ ๑,๗๐๐ ปีที่ผ่านมา เพราะมีหลักฐานทั้งด้านเอกสารโบราณ และโบราณคดีสนับสนุน อีกทั้งยังค่อนข้างมีความคิดที่เป็นเอกฉันท์ ด้วยว่า ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองฟูนันที่สำคัญนั้นอยู่แถวปากแม่น้ำโขง โดยเฉพาะที่เมืองออกแอวตามที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่สนับสนุนความคิดในเรื่องนี้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การสืบเนื่องของฟูนันนั่นคือพัฒนาการของรัฐเจนละ ที่เป็นต้นเค้าของการเกิดอาณาจักรกัมพูชา หรือเมืองพระนครในสมัยหลังลงมา
แต่ในที่นี้จากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีเพิ่มเติมในปัจจุบันที่ทำให้แ ลเห็นพัฒนาการของบ้านเมืองที่ชัดเจนในยุคเหล็กนั้น ทำให้สามารถขยายยุคเวลาทางประวัติศาสตร์ออกมาถึงประมาณต้นพุทธกาลคือ ๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาลได้ ซึ่งในช่วงเวลานี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการติดต่อกับอินเดียแล้ว และทางอินเดียก็เรียกดินแดนนี้ว่า สุวรรณภูมิ ดังปรากฏในหลักฐานตำนานมหาวงศ์ของลังกาที่ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชส่งพระสมณฑูตโสณะและอุตระมาสั่งสอนพระพุทธศาสนา เราอาจเรียกสมัยเวลาในยุคนี้ได้ว่า สุวรรณภูมิ อันเป็นเวลาที่ดินแดนนี้เป็นที่หมายปลายทางของการค้าขายในตัวเอง คือคนอินเดียก็เดินทางเข้ามาค้าขาย ในขณะที่มีคนมากมายหลายเผ่าพันธุ์จากทางตอนใต้ของประเทศจีนเดินทางเข้ามาค้า ขายและตั้งหลักแหล่งชุมชนอย่างต่อเนื่อง คนเหล่านี้คือผู้ที่ทำการค้าขายเชื่อมโยงไปถึงชาวจีนที่อยู่ทางเหนืออีกทีหน ึ่ง พัฒนาการของสังคมที่เป็นบ้านเป็นเมืองเกิดขึ้นก็เนื่องมาจากการเคลื่อนย้ายแ ละการค้าขายของกลุ่มชนเหล่านี้นั่นเองจนกระทั่งประมาณ ๑๐๐ ปีก่อนคริสตกาล คือราวพุทธศตวรรษที่ ๙ การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองก็เกิดขึ้นอันเนื่องจากจีนราชวงศ์ฮั่น ขยายอำนาจเข้าครอบงำจีนตอนใต้และเวียดนาม ทำให้จีนมีการค้าขายกับ สุวรรณภูมิกับทางตะวันตก คือทางอินเดียไปจนถึงทางตะวันออกกลาง จึงเป็นเหตุให้สุวรรณภูมิที่เคยเป็นศูนย์กลางและจุดหมายปลายทางในการค้าขาย เปลี่ยนมาเป็นเมืองท่าและเมืองบนเส้นทางการค้าขายทางทะเลระหว่างจีนและอินเด ียไป ในช่วงเวลานี้มีหลักฐานให้เห็นว่าเกิดเมืองสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการค้าขา ยอย่างน้อย๒ แห่งคือ บริเวณคลองท่อม จังหวัดกระบี่ในอ่าวพังงาที่คุมเส้นทางข้ามคาบสมุทรทางฝั่งทะเลอันดามัน และเมืองออกแอวใกล้ปากแม่น้ำโขงในประเทศเวียดนาม แห่งแรกน่าจะตรงกับที่เอกสารจดหมายเหตุนักเดินเรือโบราณเรียกว่า ตักโกลา ในขณะที่แห่งหลังคือ ฟูนัน ที่นอกจากจะเป็นเมืองท่าแล้วยังเป็นแว่นแคว้นสำคัญที่เด่นชัดแต่พุทธศตวรรษท ี่ ๘--๙ ลงมาทีเดียว
จาก "สุวรรณภูมิ" ถึง "ฟูนัน"
การปรากฏตัวขึ้นของฟูนันแต่พุทธศตวรรษที่ ๘ หรือประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๓ ลงมานั้น อาจนับได้ว่าเป็นเวลาที่บ้านเมืองในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านพ้นยุค เหล็ก หรือสมัยสุวรรณภูมิเข้าสู่สมัยใหม่ ซึ่งในที่นี้ให้ชื่อว่าเป็นสมัยฟูนันพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมที่สำคัญใน สมัยฟูนันก็คือ
ประการแรกแลเห็นการรับอารยธรรมอินเดียอย่างชัดเจน โดยเฉพาะลัทธิศาสนา สถาบันกษัตริย์ และการใช้ภาษาบาลี สันสกฤต เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์และภาษาทางราชการ ดังมีการกล่าวถึงแคว้นหรืออาณาจักรต่างๆ ซึ่งแต่ละแคว้นมีราชสำนักและกษัตริย์และภาษาทางราชการ ดังมีการกล่าวถึงแคว้นหรืออาณาจักรต่างๆ ซึ่งแต่ละแคว้นมีราชสำนักและกษัตริย์ตลอดจนพราหมณ์ปุโรหิตผู้ประกอบประเพณีพ ิธีกรรม กล่าวถึงพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู และวัฒนธรรม รวมทั้งการใช้ภาษาบาลี สันสกฤตในทางราชการ โดยเฉพาะการขนานพระนามของเทพเจ้ากษัตริย์ ขุนนาง และสถานที่
ประการที่สองแลเห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างแคว้นใหญ่ หรือรัฐใหญ่กับรัฐเล็กในการที่จะมีการรวบรวมให้เกิดเป็นรัฐหรืออาณาจักรใหญ่ ขึ้นมา ความเด่นชัดในเรื่องนี้เห็นได้จากหลักฐานทางเอกสารโบราณที่กล่าวถึงการขยายอ ำนาจของรัฐฟูนันเอง โดยที่กษัตริย์ฟูนันองค์สำคัญได้รบพุ่งปราบปรามบ้านเมืองใหญ่น้อยตามชายฝั่ง ทะเลเข้าไว้ในอำนาจ และในขณะเดียวกันก็มีการติดต่อทางการทูตกับอินเดียและจีนทั้งในด้านการค้าแล ะศาสนา โดยเฉพาะกับทางจีนนั้นฟูนันถึงกับส่งรูปเคารพทางศาสนาไปให้ทีเดียว
จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้บรรดานักประวัติศาสตร์นำไปค้นคว้าต่อกับหลักฐานท างโบราณคดีแล้วให้ความหมายและสร้างภาพฟูนันเป็นมหาอาณาจักร หรือจักรวรรดิของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคแรกๆ ทีเดียว ซึ่งภาพพจน์ของฟูนันดังกล่าวนี้ทำให้เป็นภาพหลอนที่ทำให้เห็นว่าบรรดาบ้านเม ืองที่พัฒนาขึ้นในสมัยฟูนันนั้น มีฟูนันเป็นศูนย์กลางและเมืองอื่นๆ แว่นแคว้นอื่นๆ เป็นบริวาร อีกทั้งเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเข้าใจประวัติศาสตร์เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ไปในลักษณะที่เป็นแนวตั้ง (Vertical) มากกว่าจะแลเห็นความหลากหลายในด้านแนวนอน (horizontal) ที่ว่าเป็นแนวตั้ง ทั้งเป็นการมองแคบและลึก ทำให้เห็นว่าฟูนันคือศูนย์อำนาจหรืออาณาจักรที่สำคัญเพียงแห่งเดียว แล้วฟูนันก็ส่งทอดความเจริญมาให้อาณาจักรเจนละที่พัฒนาต่อในพื้นที่เดียวกัน และต่อจากเจนละก็มาถึงเมืองพระนคร หรืออาณาจักรกัมพูชาที่ปรากฏร่องรอยของศาสนสถานบ้านเมืองมากมาย การมองแบบนี้แทบจะทำไม่ให้แลเห็นพัฒนาการของบรรดารัฐหรือบ้านเมืองร่วมสมัยไ ด้ ในขณะที่การพิจารณาหลักฐานบ้านเมืองร่วมสมัยในแนวราบหรือแนวนอนนั้นจะทำให้เ ห็นมิติที่กว้างออกไปว่า ยังมีรัฐอื่นบนเส้นทางการค้าขายและการคมนาคมทางทะเลที่มีพัฒนาการเช่นเดียวก ัน ซึ่งในที่นี้จะบอกกล่าวแต่เพียงบรรดาบ้านเมืองที่พัฒนาขึ้นในดินแดนประเทศไท ยปัจจุบันเท่านั้น
ถ้าหากย้อนหลังกลับไปสมัยสุวรรณภูมิ ก็คงต้องยอมรับกันว่าจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในขณะนี้ไม่มีที่ไหนในภูมิภ าคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งบนพื้นแผ่นดินใหญ่ บนคาบสมุทรและหมู่เกาะที่จะให้ภาพพจน์ของศูนย์กลางความเจริญของสุวรรณภูมิได ้ดีเท่ากับบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลองทางซีกตะวันตกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในขณะนี้ และเพื่อเน้นให้เด่นชัดมากที่สุดก็อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำจระเข้ สามพัน อันเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำท่าจีน-แม่กลองนั่นเอง
ในสมัยฟูนันบริเวณนี้มีเมืองอู่ทองพัฒนาขึ้นเป็นเมืองร่วมสมัยกันกับเมื องออกแอวที่ต่างก็อ้างว่าเป็นเมืองสำคัญของฟูนัน ซึ่งถ้าจะว่ากันทั้งตำแหน่งที่ตั้งนอกเมืองและสภาพแวดล้อม รวมทั้งหลักฐานทางโบราณสถานวัตถุแล้ว อู่ทองมีมากและหนักแน่นกว่าออกแอวเป็นอย่างมาก และความมากมายของหลักฐานเช่นนี้ได้ทำให้ครั้งหนึ่ง ศาสตราจารย์ช็อง บวสเซอลิเย นักประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีชาวฝรั่งเศสเสนอว่าเมืองอู่ทองเคยเป็นเมือ งหลวงของฟูนัน และให้ความเห็นว่า หลักฐานที่พบส่วนใหญ่ของเมืองออกแอวนั้น เป็นของสมัยเจนละลงมา ความคิดเช่นนี้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในวงวิชาการมากพอสมคาร
ข้าพเจ้านับเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของเมืองฟูนันที่บ่งบอกในเอกสารจดหมายของจ ีน และชาวต่างประเทศนั้น ไม่น่าจะอยู่ที่อู่ทองเลย น่าจะอยู่ทางปากแม่น้ำโขงมากกว่า แต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ข้าพเจ้ามีโอกาสไปเวียดนามและได้ดูแหล่งโบราณคดีที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงแ ละแม่น้ำดงไน รวมทั้งแลเห็นบรรดาโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ณ เมืองไซ่ง่อนแล้ว ก็เกิดความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดศาสตราจารย์บวสเซอลิเยคิดเช่นนั้น นั่นก็คือบริเวณที่ตั้งของเมืองออกแอวที่ว่าเป็นเมืองสำคัญของฟูนันนั้น ล้วนเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำน้ำท่วมถึง คือเป็นบริเวณที่เป็นทะเลตม หรือป่าชายเลนมาก่อนอย่างแน่นอน บริเวณเช่นนี้ยากที่จะเป็นที่ตั้งของเมืองสำคัญที่เป็นศูนย์กลางทางการปกครอ งได้ จะเป็นได้ก็แต่เมืองท่าและสถานีพักสินค้าเท่านั้น โดยเหตุนี้เองนักโบราณคดีประวัติศาสตร์สำคัญรุ่นก่อน เช่น ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส จึงเสนอว่าเมืองหลวงหรือเมืองสำคัญของฟูนันอยู่ที่บาพนมอันเป็นบริเวณภายในท ี่มีลำน้ำจากชายฝั่งทะเลเข้าไปถึง
ข้าพเจ้าไม่คิดและไม่เชื่อว่าเมืองอู่ทองเป็นเมืองสำคัญของฟูนัน แต่เห็นว่าเป็นเมืองร่วมสมัยที่สืบต่อความเจริญมาจากสุวรรณภูมิ เมืองนี้น่าจะตรงกันกับเมืองหรือแคว้นกิมหลิน หรือแคว้นทองที่ปรากฏในจดหมายเหตุจีนว่าเป็นเมืองร่วมสมัยกับฟูนัน และกษัตริย์ของฟูนันเคยยกกองทัพเรือเข้ามาโจมตีและได้ชัยชนะ ซึ่งในทำนองนี้ก็อาจจะกล่าวได้ว่าอู่ทองเคยตกอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองของ ฟูนันก็ว่าได้
นำมาจาก "สุวรรณภูมิ" อยู่ที่นี่
ที่ลุ่มน้ำจระเข้สามพัน
ย่านแม่กลอง-ท่าจีน
โดย ศรีศักร วัลลิโภดม
คัดลอกจากวารสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2543 |
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
ต่าย บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 07/11/2006 5:46 pm ชื่อกระทู้: [b]ฟูนัน กลุ่มแรกเลย[/b] |
|
|
| admin บันทึก: | อาณาจักรฟูนัน
(พุทธศตวรรษที่ ๖๑๑)
อาณาจักรฟูนัน เป็นอาณาจักรเก่าแก่ของขอมโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๖ ชาวจีนเรียกว่า อาณาจักรฟูนัน โดยเพี้ยนมาจากคำว่า พนม หมายถึงภูเขา ซึ่งมีความหมายว่า ราชาแห่งขุนเขา เนื่องจากอาณาจักรขอมที่สร้างขึ้นทางตอนใต้ของแหลมอินโดจีนนั้นตั้งอยู่บนภู เขา เป็นการสร้างเมืองขึ้นตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูลัทธิไศวะนิกายแ ละไวณพนิกายที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย จึงสร้างเมืองบนไว้ภูเขาวิหารจำลอง
ในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ นั้น พราหมณ์โกญธัญญะจากอินเดียได้เดินทางมาครองอาณาจักรขอมแห่งนี้ ได้สร้างแบบแผนของราชสำนักตามอย่างอินเดีย ซึ่งมีตำนานเล่าถึงราชวงศ์ขอมไว้ว่า ราชวงศ์ขอมนั้นเกิดจากพราหมณ์คนหนึ่งสมสู่กับนางนาค ซึ่งเป็นพระธิดาของพญานาค ที่ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของชนชาติขอม ราชวงศ์นี้ได้มีกษัตริย์ครองอาณาจักรฟูนันต่อมาจนถึงพ.ศ.๑๑๐๐ มีพระนามกษัตริย์ที่ปรากฏชื่อคือพระเจ้าโกณฑิณยะชัยวรมัน และพระเจ้ารุทรวรมัน ศิลปขอมที่เกิดขึ้นในยุคนี้เรียก ศิลปขอมแบบพนมดา สร้างระหว่าง พ.ศ.๑๑๐๐๐-๑๑๕๐
เมืองหลวงของอาณาจักรฟูนันนั้น เรียก นอ-กอร กก-ทะโหลก ซึ่งหมายถึง เมืองพระนครที่ตั้งอยู่บนขุนเขาและต้นไม้สูงนั่นเอง และได้รับอิทธิพลมีความเชื่อในเรื่อง พญานาค
"นาค" คำนี้หากความเชื่อตามตำนานต้องถือว่าเป็นสัตว์ที่มีฤทธิ์ เป็นตัวแทนความเชื่อของชาวขอมที่ยึดเอาเป็นสัญลักษณ์ประจำของชนเผ่า นับถือนาคนับถืองูเช่นเดียวกับอียิปต์หรืออินเดีย ความเชื่อนี้เกิดจากพื้นฐานของแหล่งที่อยู่อาศัย เช่นมีความเชื่อว่าแม่น้ำโขงเกิดจากรอยพญานาค ดังนั้นน้ำและถ้ำใหญ่ใต้น้ำหรือบนขุนเขาจึงเป็นถิ่นที่อยู่ของพญานาค ผู้นับถือนิยมที่จะสักลายตามผิวหนังด้วยรูปนาคและงู มีพิธีกรรมสำหรับบูชาพญานาคเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุข ดังนั้นอิทธิฤทธิ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บหรือถูกงูกัด ถือว่าเป็นการลงโทษของพญานาค ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ปัจจุบันยังมีหลงเหลืออยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขง เช่นมีความเชื่อว่า ทุกปีพญานาคจะพ่นบ้องไฟขึ้นเหนือแม่น้ำโขง เป็นต้น
หากวิเคราะห์เอาว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงหรือทะเลสาบ เป็นผู้ที่อยู่กับน้ำซึ่งเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตประจำวันแล้ว การอาศัยสิ่งที่อยู่ในน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภคจึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เรีย กกลุ่มคนริมน้ำว่า มนุษย์นาคา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการหาปลาจับสัตว์น้ำและใช้เรือสำหรับเดินทางไปมาในแม่ น้ำ จนมีการสร้างเรือยาวที่มีหัวพญานาคหรือเรือมังกรขึ้นในดินแดนที่อยู่ริมแม่น ้ำ ก็พอจะมองเห็นภาพของชุมชนริมน้ำและชุมชนบนภูเขา ที่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าป่าล่าสัตว์ นับถือขุนเขาและสิ่งลึกลับที่เกิดขึ้นในป่าเขา โดยเชื่อว่าอันตรายที่เกิดขึ้นจากสัตว์ป่าและไข้ป่านั้นเป็นการลงโทษของเจ้า ป่าเจ้าเขา หากจะเหมาเอาว่าเป็นยักษ์มารอะไรก็ไม่ผิดอะไร
ดังนั้นการตั้งบ้านเมืองจึงขึ้นอยู่ว่าผู้นำหรือกษัตริย์ของตนนั้นมีความเชื ่อหรือนับถือเอาอะไรเป็นหลัก ฝ่ายนาคาหรือเจ้าป่าเจ้าเขา หรือได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากศาสนาใดก็จะพากันตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองตามคต ิความเชื่อนั้น
อาณาจักรขอมในระหว่างพ.ศ.๑๑๐๐-๑๑๗๐ นั้นได้มีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์ ดังนี้
พระเจ้าภววรมันที่ ๑ นัดดาของพระเจ้ารุทวรมัน
พระเจ้ามเหทรวรมัน พระญาติของพระเจ้าภววรมัน รัชกาลนี้พระองค์ทรงสร้าง อีศานปุระ (กลุ่มโบราณสถานสมโบร์ไพรกุก เมืองกำปงธม)เป็นราชธานีขึ้น
และ พระเจ้าอีสานวรมันที่ ๑ พระโอรสของพระเจ้ามเหนทรวรมัน ยุคนี้ได้มีการสร้างศิลปขอมแบบสมโบร์ไพรกุกขึ้นระหว่างพ.ศ.๑๑๕๐-๑๒๐๐
ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบันนี้ เดิมนั้นเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันเดิม เนื่องจากได้พบหลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทย คือทับหลังหินทรายแกะสลัก ยุคไพรกะเม็ง (พ.ศ. ๑๑๘๐๑๒๕๐ สมัยเจนละ ยุคก่อนสร้างนครวัด นครธมในเขมร) ทับหลังยุคปาปวน(พ.ศ.๑๕๖๐๑๖๓๐) และศิลาจารึกขอมสมัยพุทธศตวรรษที่ ๑๒ นับเป็นหลักฐานศิลปขอมโบราณที่เก่าแก่ที่สุด
หลักฐานสำคัญเหล่านี้พบที่ วัดทองทั่ว-ไชยชุมพล ตำบลพะเนียด อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี(จันทบุรี นั้นเดิมชื่อ จันทบูนหรือจันทรบูรณ์ มีข้อสันนิษฐานว่า จันทบูรณ์น่าจะเป็นคำที่มาจากภาษาเขมรว่า เจือนตะโบง แปลว่า ชั้นที่อยู่ทางทิศใต้ หมายถึงเมืองที่อยู่ทิศใต้ของอาณาจักร) นอกจากนี้ยังพบจารึกวัดทองทั่ว เป็นจารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต แปลได้ความว่า
พระเจ้าศรีอีศานวรมัน ได้พระราชทานแท่งศิลาที่สกัดด้วยเหล็ก เป็นอักษรพร้อมคนงานที่ต้องโทษ ๔๒ คน โค ๒๓๑ ตัว กระบือ ๒๔๕ ตัว (ปัจจุบัน จารึกนี้ เก็บรักษาอยู่ที่ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ)
พระเจ้าศรีอีศานวรมัน กษัตริย์ผู้ครองอาณาจักรอีสานในดินแดนสุวรรณภูมิ(สยาม)นั้นพระราชทานศิลาจาร ึก พร้อมกับแรงงานผู้ต้องโทษ ๔๒ คนและโค ๒๓๑ ตัวกระบือ ๒๔๕ ตัวให้ไว้
เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานว่า มีการส่งแรงงานนี้มาเพื่อสร้างหรือทำอะไรในบริเวณนี้
การจารึกข้อความบนศิลานั้นเป็นอารยธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของอาณาจัก รฟูนัน เมื่อประมาณ ๑,๓๐๐ ปี มาแล้ว เป็นความนิยมจารึกเรื่องราวไว้บนศิลา เช่นเดียวกับการสลักรูปภาพต่างๆบนหินและแกะสลักลวดลายศิลปต่างๆไว้ประกอบในก ารสร้างปราสาทหินที่มีอยู่มากมายในดินแดนภาคอีสาน
นักประวัติศาสตร์บางคนมีความเห็นว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๗-๙ นั้น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้น น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฟูนันด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณปากแม่น้ำโขงในประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
ดังนั้นบริเวณส่วนที่เป็นดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อราว พ.ศ.๖๔๓ ถึงพ.ศ.๑๐๔๓ นั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรฟูนันกล่าวคืออาณาจักรฟูนัน (FUNAN) ได้ถูกตั้งขึ้นและเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ ที่เชื่อกันว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งนี้น่าจะตั้งอยู่ที่ เมืองเปรเวงในประเทศกัมพูชา โดยมีเมืองออกแก้วหรือออกแอว ในประเทศเวียดนาม เป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเล ตั้งอยู่ตรงดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบ ัน
คำว่า ฟูนัน นี้ น่าจะมาจากภาษาจีนที่แปลว่า ภูเขา โดยออกเสียงเป็นภาษาขอมได้ว่า "พนม" อาณาจักรฟูนันนี้ได้รับเอาวัฒนธรรมฮินดูจากอินเดียมาใช้ในสังคมและเป็นชนชาต ิที่เป็นบรรพบุรุษของเขมรปัจจุบัน
เรื่องนี้ศาสตราจารย์ชอง เซลิเยร์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส กลับมีความเห็นว่า เมืองสำคัญของอาณาจักรฟูนันนั้น น่าจะอยู่บริเวณเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากได้มีการค้นพบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่น ลูกปัด ดินเผา และสำริด เป็นจำนวนมากที่เมืองอู่ทอง
ในประวัติศาสตร์โบราณคดีของเขมร ได้เขียนไว้ว่า ฟูนัน คืออาณาจักรเขมรยุคแรก เริ่มเมื่อเจ้าชายจากอินเดียชื่อ โกญทัญญะ(จีนว่า โกณฑิยะ) ลงเรือมาถึงอาณาจักรฟูนันแล้ว ได้นางพญาฟูนัน(จีนว่าพระนาง ลิวเย่)เป็นพระชายา (พระชายาผู้นี้น่าจะเป็นเชื้อสายกษัตริย์ในราชวงศ์ของฟูนันมากกว่าจะเรียกเป ็นชื่อว่านางพญาฟูนัน) จึงได้ตั้งอาณาจักรฟูนันขึ้นตามชื่อของราชวงศ์กษัตริย์ฟูนันเดิม เพราะต่อมานั้นขุนพลฟันซีมัน ได้ขึ้นเป็นผู้ครองอาณาจักรนี้
ปลายพุทธศตวรรษที่ ๘ ระหว่าง พ.ศ. ๗๖๐๗๙๕ นั้น จดหมายเหตุของจีนราชวงศ์ฮั่นได้บันทึกไว้ว่า ราชทูตจีนชื่อ คังไถ(Kang Tai) และจูยิง(Chu Ying) ได้เดินทางมายังดินแดนของอาณาจักรฟูนัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีน และได้จดบันทึกไว้ความว่า
เมืองฟูนันมีความรุ่งเรืองมาก มีแม่น้ำใหญ่ไหลมาทางตะวันตกผ่ากลางเมือง ชาวอินเดียชื่อโกณฑิยะ ได้เดินทางโดยเรือมายึดครองดินแดนบริเวณปากแม่น้ำโขง และได้ประมุขของชาวพื้นเมืองคือพระนางลิวเย่(Liu-ye)เป็นชายา ต่อมาอีกหลายปี ขุนพลฟันซีมัน(Fan Shihman)ได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครฟูนัน ทรงขยายอาณาจักรฟูนัน ออกไปอย่างกว้างขวาง โดยสามารถยึดครองอาณาจักร ฉูตูคุณ จิวจิ และเตียนซุน ราชฑูตจีนคังไถ ยังได้กล่าวเกี่ยวกับอาณาจักรฟูนันไว้อีกว่า มีกำแพงล้อมรอบเมือง มีพระราชวังและบ้านประชาชน ประชาชนมีหน้าตาน่าเกลียด ผิวดำ ผมหยิก ไม่สวมเสื้อผ้าและเดินเท้าเปล่า อัธยาศัยใจคอง่าย ๆ ไม่ลักขโมย ปลูกหว่านพืชเพียงปีหนึ่งแต่เก็บเกี่ยวไปได้สามปี ชอบแกะสลักเครื่องประดับ ภาชนะกินอาหารมักทำด้วยเงิน เก็บภาษีเป็นทองคำ เงิน ไข่มุก และเครื่องหอม มีหนังสือ หอจดหมายเหตุ โดยใช้อักษรที่คล้ายอักษรของชนชาติฮู (Hu)
จดหมายเหตุจีนที่บันทึกไว้ในสมัยสามก๊ก ได้กล่าวถึง อาณาจักรฟูนัน ไว้ว่า
ใน พ.ศ. ๗๘๖ อาณาจักรฟูนัน ได้ส่งคณะทูตมาประเทศจีน พร้อมกับส่งนักดนตรีและพืชผลในประเทศเป็นเครื่องราชบรรณาการ
จดหมายเหตุจีนที่บันทึกเมื่อพ.ศ. ๑๐๔๖ มีความว่า ฟูนันส่งราชทูตไปประเทศจีน และจักรพรรดิ์ของจีนได้มีพระราชโองการ ว่า
พระราชาแห่งรัฐฟูนัน ทรงพระนามว่า โกณฑิยะชัยวรมัน ประทับอยู่สุดเขตโพ้นทะเล ราชวงศ์ของพระองค์ได้ทรงปกครองบรรดาประเทศโพ้นทะเลทางใต้ และได้ทรงแสดงความซื่อสัตย์สุจริตด้วยการส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายหลายคร ั้ง บัดนี้สมควรจะตอบแทนให้ทัดเทียมกันและให้ตำแหน่งอันมีเกียรติยศ คือตำแหน่งขุนพลแห่งภาคสันติใต้ กษัตริย์แห่งฟูนัน"
จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ฉี สมัยต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ได้กล่าวไว้ว่า ประชาชนฟูนันโหดร้ายและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เข้าโจมตีเมืองที่ไม่ยอมอ่อนน้อมและกดขี่ประชาชนลงเป็นทาส มีสินค้าคือ ทอง เงิน ผ้าไหม คนสำคัญใช้ผ้ายกนุ่งเป็นโสร่ง หล่อแหวนและกำไลด้วยทองคำ ใช้ภาชนะทำด้วยเงิน คนจนนุ่งผ้าฝ้ายผืนเดียว ริมทะเลมีกอไผ่ใหญ่ ใช้ใบไผ่สานเป็นหลังคาบ้านเรือนซึ่งยกพื้นสูงเหนือน้ำ ใช้เรือที่มีหัวและท้ายคล้ายปลา พระราชาเสด็จบนหลังช้าง มีการชนไก่ วิธีพิพากษาคดีใช้วิธีโยนไข่ หรือแหวนทองคำ ลงในน้ำเดือดแล้วให้คู่ความหยิบออกมา หรือเผาโซ่ให้ร้อนแล้วให้คู่ความเดินถือไป ๗ ก้าว ผู้ผิดจะมือพอง และผู้ถูกจะไม่บาดเจ็บ (ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล : ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ถึง พ.ศ. ๒๐๐๐ , รุ่งแสงการพิมพ์, ๒๔๓๕ หน้า ๑๘)
อาณาจักรฟูนันแห่งนี้มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ ๙ แล้วเริ่มเสื่อมในพุทธศตวรรษที่ ๑๐ ต่อมาอาณาจักรแห่งนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรเจนละ(ในเขมร)เมื่อราวพุ ทธศตวรรษที่ ๑๑ จากนั้นอาณาจักรฟูนัน ก็สูญหายไป เนื่องจากได้เกิดมีอาณาจักรขอมขึ้นมาแทนในดินแดนของอาณาจักรฟูนันเดิม
การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองออกแก้ว(OC-EO) ตรงบริเวณปลายแหลมญวน ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองท่าที่เกิดขึ้นในสมัยฟูนันนั้น ได้พบโบราณวัตถุสมัยฟูนัน เช่นถ้วยชาม เงินตรา พระพุทธรูป และเทวรูป ส่วนใหญ่เป็นศิลปะอมราวดีจากอินเดีย สำหรับดินแดนที่อยู่ในประเทศไทยนั้น ได้มีการสำรวจพบเงินเหรียญรูปพระอาทิตย์และศิลปวัตถุสมัยฟูนันหลายอย่าง พบที่แหล่งโบราณสถานคอกช้างดิน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่เมืองจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าดินแดนสุวรรณภูมินั้นเคยได้รับอิทธิพลหรืออ ยู่ในอาณาจักรฟูนันมาก่อน
เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ นั้นหลวงจีนอี้จิง ได้ออกเดินทางโดยเรือจากจีนไปสืบพระศาสนาที่อินเดีย ได้แล่นเรือผ่านบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรฟูนันมาก่อน และบันทึกไว้ว่า
พราหมณ์ชาวอินเดียได้เคยอพยพมาตั้งถิ่นฐานและแต่งงานกับเจ้าหญิงชนพื้นเมือ งเดิม สถาปนาอาณาจักรฟูนันขึ้น โดยรับอารยธรรมอินเดียอย่างแน่นแฟ้น เช่น การปกครองแบบเทวราชา
..ในอาณาจักรฟูนันสมัยก่อน พระธรรมทางศาสนาพุทธได้แพร่หลายและขยายออกไป แต่ในปัจจุบัน พระราชาที่โหดร้ายได้ทำลายพระธรรมเสียสิ้น และไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่เลย
เมื่ออาณาจักรฟูนันล่มสลายเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๑ อาณาจักรเจนละได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาครั้งเมื่ออาณาจักรเจนละมีอิทธิมากขึ้ น จึงได้แผ่อำนาจมาทางอาณาจักรฟูนัน จึงทำให้เกิดการต่อสู้ชิงอำนาจเป็นใหญ่ในดินแดนดังกล่าว ในที่สุดอาณาจักรเจนละก็สามารถครอบครองดินแดนแถบนี้ได้ | [img][/img] | คำพูด: | | โค้ด: | | [list][list=][img][/img][url][u][/u][/url][/list][/list] |
|
| คำพูด: | | โค้ด: | | [list][list=][img][/img][url][size=24][/size][color=violet][/color] :oops: :oops: :lol: [/url][/list][/list] |
|
|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
โยนกเชียงแสน (พุทธศตวรรษท บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 21/01/2007 10:35 am ชื่อกระทู้: โยนกเชียงแสน (พุทธศตวรรษที่ 12-16 ) |
|
|
| admin บันทึก: | การก่อตั้งอาณาจักรในประเทศไทย(ข้อมูลจาก กระทู้ในวิชาการดอทคอม)
สุวรรณภูมิ(พุทธศตวรรษที่ 3 6 )
ฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 6-11 )
ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16 )
เขมรโบราณ(พุทธศตวรรษที่ 14-18 )
ศรีวิชัย(พุทธศตวรรษที่ 12-17 )
หริภุญชัย (พุทธศตวรรษที่ 17-19 )
โยนกเชียงแสน (พุทธศตวรรษที่ 12-16 )
ล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 19-24)
สุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18-20 )
ละโว้หรือลพบุรี(พุทธศตวรรษที่ 16-18 )
สุพรรณภูมิ(พุทธศตวรรษที่ 16-19 )
ศรีธรรมาโศกราช(พุทธศตวรรษที่ 18-20 )
ศรีโคตรบูร(พุทธศตวรรษที่ 14-18 )
ล้านช้าง(พุทธศตวรรษที่ 18-24) |
|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
บุคคลทั่วไป

|
ตอบ: 23/01/2007 11:47 pm ชื่อกระทู้: |
|
|
| admin บันทึก: | อาณาเขตโยนกคืออาณาเขตที่พ่อขุนเม็งรายทรงตั้งขึ้นมา ดังจากข้อความในประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ จาก web http://www.yupparaj.ac.th/webpage/computer/student/topic10/cmthai02.html
เมื่อถึงสมัย พญามังราย กษัตริย์ลำดับที่ ๒๕ ของราชวงศ์ลาวพญามังรายเป็นโอรสของพญาลาวเมง และนางเทพคำขยายธิดาท้าวรุ่งแก่นชายซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองเชียงรุ่งชาวไทยลื ้อในเขตสิบสองปันนา เสด็จขึ้นครองราชย์ที่เมืองเงินยางเชียงแสนเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๐๒ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถ เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์นั้น เมืองต่าง ๆ แตกแยกกันมีการวิวาทแย่งชิงไพร่และเขตแดนอยู่เสมอ พญามังรายเห็นว่าล้านนาประเทศนี้ ถ้ามีผู้เป็นใหญ่มากหน้าหลายตา ผู้ที่เดือดร้อนก็คือประชาชน จึงคิดปราบปรามเมืองเล็กเมืองน้อยเหล่านี้โดยเรียกเจ้าเมืองทั้งหลายมาอ่อนน ้มต่อเงินยางเชียงแสน เมืองวดแข็งข้อก็ยกทัพไปปราบเมื่อพระองค์สามารถรวบรวมหัวเมืองต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำกกเข้ามาไว้ในอำนาจได้แล้วก็ทรงตั้งเป็นแคว้น เรียกว่าแคว้นโยน หรือ โยนก จ ากนั้นได้ขยายอำนาจไปทางทิศตะวันตกและทิศใต้เข้าสู่ลุ่มน้ำปิง พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงจากเมืองหิรัญเงินยางเชียงแสนมาสร้างเวียงเชียงรายข ึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๐๕ แล้วยึดเชียงของได้เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๑๒ ต่อมาพบว่าลักษณะภูมิประเทศของเมืองเชียงราย ไม่เหมาะแก่การขยายอำนาจ จึงย้ายเมืองอีกครั้งหนึ่งไปตั้งที่เมืองฝางในปี พ.ศ. ๑๘๑๖
ต่อมาพญามังรายได้ทราบว่าชนชาติ มอญเรืองอำนาจอยู่ทั่งไปในลุ่มแม่น้ำปิงโดยมีนครหริภุญชัยของพญายี่บาและนคร เขลางค์ของ พญาเบิกผู้น้องเป็นศูนย์กลางทั้งได้ทราบจากพ่อค้าที่มาทำการค้ายังเมืองฝางว ่าหริภุญชัยเป็น เมืองที่เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าขายทั้งทางบกและทางน้ำ ระหว่างเมืองภายในแอ่งแม่ปิงกับที่ราบลุ่มภาคกลาง โดยอาศัยการสัญจรทางน้ำแม่ปิง ดังที่ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่า
..เมื่อนั้น ชาวพ่อค้าเมืองหริภุญชัยไปค้าขายถึงเมืองฝางหลายหมู่นัก เจ้ามังรายจึงหาพ่อค้ามาถามดูว่า เมืองหริภุญชัยที่สูอยู่โพ้นยังสมฤทธี หรือบ่สมฤทธีเป็นฉันใด พ่อค้าทังหลายไหว้ว่าเมืองหริภุญชัยที่ตูข้าอยู่โพ้นก็สมฤทธีด้วยเข้าของมาก นัก พ่อค้าทางบกทางน้ำเทียวมาค้าชุเมือง ทางน้ำก็ถึงเมืองโยธิยาก็มาค้าถึง ยุท่างค้าขาย ชาวเมืองก็สมฤทธีเป็นดีมากนักแล พระยาซ้ำถามแถมว่า พระยาเจ้าเมืองสูยังสมฤทธีด้วยริพล ช้างม้าข้าคน สมบัติบ้านเมืองดั่งฤาชา พ่อค้าทังหลายไหว้ว่า พญาเจ้าในเมืองตูข้าโพ้นสมฤทธีด้วยช้างม้าข้าคนมากนัก ควรสนุกบริบูรณ์ด้วยสมบัติชุเยื่องดีหลีด่าย
พญามังรายได้ฟังก็ ลวดบังเกิดโลภจิต มักใคร่ได้มาเป็นของตน หากพระองค์สามารถยึดหริภุญชัยได้ก็เท่ากับเป็นการขยายอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจแ ละการเมือง แต่ทว่า ชนชาติมอญตั้งหลักปักฐานอยู่ในดินแดนนี้มาช้านานแล้ว จึงมีความเพรียบพร้อมทั้งในเรื่องกำลังคนและอาวุธ ขณะที่พญามังรายเพิ่งจะก่อร่างสร้างอาณาจักร ทั้งยังมีกำลังน้อยกว่า ไหนเลยจะเอาชัยได้
เมื่อใคร่ครวญรอบคอบดีแล้ว เห็นว่าการใช้กำลังเข้าหักหาญนั้นรังแต่จะพ่ายแพ้ จึงใช้ยุทธวิธีส่ง อ้ายฟ้า ไปเป็นไส้ศึกดำเนินการยุแหย่ทำลายความสามัคคีระหว่างพญายี่บากับประชาราษฎร์
วิธีการของพญามังรายก็คือ แสร้งลงโทษสถานหนักแก่อ้ายฟ้า โดยการเฆี่ยนตี แล้วยึดลูกเมียทรัพย์สมบัติเข้าเป็นของหลวง จากนั้นก็เนรเทศอ้ายฟ้าออกจากเมือง อ้ายฟ้าหนีไปพึ่งใบบุญพญายี่บาแห่งหริภุญชัยแล้วสามารถปฏิบัติตนให้เป็นที่โ ปรดปราน และไว้วางใจของพญายี่บา ตลอดจนบรรดาขุนนางและประชาชน จนกระทั่งพญายี่บามอบอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินคดีความต่างๆ แก่อ้ายฟ้า ทั้งยังมอบหน้าที่ในการเก็บภาษีอากรเข้าพระคลังหลวงให้อ้ายฟ้าด้วย
อ้ายฟ้าได้โอกาส จึงสร้างความเดือดร้อนให้ราษฎรด้วยการเก็บภาษีในอัตราที่สูงผิดปกติ มีการเกณฑ์ราษฎรไปขุดเหมืองตีฝายชักน้ำเข้านาในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งตอนนั้นดินจะแห้งแข็ง ทั้งยังกำหนดให้แล้วเสร็จในเวลาอันจำกัด เหมืองแห่งนี้ภายหลังจึงได้ชื่อว่า เหมืองแข็ง ซึ่งยังปรากฎร่องรอยให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ อ้ายฟ้ายังเกณฑ์ราษฎรไปตัดไม้ในป่ามาสร้างคุ้มให้พญายี่บา โดยให้ลากไม้มาตามท้องทุ่งนา ทำลายต้นข้าวที่กำลังเจริญงอกงามดีของชาวบ้านจนเสียหายหนัก ทั้งหมดนี้อ้ายฟ้าอ้างว่าพญายี่บาเป็นผู้สั่งการ ทำให้ราษฎรโกรธแค้นพญายี่บาอย่างยิ่ง ถึงตอนนี้หริภุญชัยก็ระส่ำระสายหนักแล้ว อ้ายฟ้าเห็นดังนั้นจึงถือโอกาสพูดจายกย่องคุณงามความดีของพญามังราย ทำให้ชาวเมืองอยากได้พญามังรายมาเป็นเจ้าปกครองในหริภุญชัย อ้ายฟ้ารีบทำหนังสือไปกราบทูลพญามังรายให้ทรงทราบ พญามังรายจึงยกทัพมาตีหริภุญชัยได้โดยง่ายดายในปี
พ.ศ. ๑๘๒๔ รวมเวลาที่อ้ายฟ้าเป็นไส้ศึกอยู่นาน ๗ ปี จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาไปในที่สุด
กำเนิดเวียงกุมกาม
หลังจากได้หริภุญชัยไว้ในอำนาจ แล้วพระองค์ได้ประทับอยู่นานประมาณ ๓ ปี ก่อนยกให้อ้ายฟ้าปกครอง ด้วยเห็นว่าไม่เหมาะจะเป็นเมืองหลวง เพราะหริภุญชัยเป็นเมืองเล็ก ไม่สามารถขยายตัวเมืองออกไปได้ ทั้งยังเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีความเจริญมาช้านาน และเป็นศูนย์กลางทางศาสนา ทำให้มีวัดวาอารามมากมาย เหมาะแก่การเป็นเมืองพุทธศาสนามากกว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการปกครองอย่างที่พ ระองค์ประสงค์ เมื่อยกเมืองให้อ้ายฟ้าแล้วก็ทรงมาสร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งทางทิศตะวันอ อกเฉียงเหนือชื่อ เมืองชะแว แต่ทว่าเมืองนี้น้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก จึงได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งชื่อ เวียงกุมกาม
เวียงกุมกาม นั้นตั้งอยู่ในที่ราบลุ่ม พื้นดินอุดมสมบูรณ์มีแม่น้ำปิงไหลผ่านเมื่อพญามังรายตัดสินใจสร้าง เมืองขึ้นที่นี่ ได้ให้ขุดคูเวียงทั้งสี่ด้าน แล้วไขน้ำแม่ระมิงค์เข้าใส่ อย่างไรก็ดี ก่อนที่พญามังรายจะมาสร้างเวียงกุมกาม บริเวณดังกล่าวนี้มีชุมชนเก่าแก่ สมัยหริภุญชัยอยู่ก่อนแล้ว การสร้างเวียงกุมกามนี้พระองค์จึงได้รับอิทธิพลจากหริภุญชัย อย่างน้อยก็ในการเลือกที่ตั้งเวียงที่นิยมตั้งเมืองใกล้แม่น้ำ เพื่อสะดวกในการคมนาคมและค้าขาย ขณะที่ราชวงค์ลาวนั้นนิยมตั้งบ้านแปลงเมือง อยู่จิ่มตีนดอย
นอกจากวัฒนธรรมในการตั้งเมืองแล้ว ล้านนาในขณะที่มีเวียงกุมกามเป็นเมืองหลวงยังรับเอาวัฒนธรรมจากหริภุญชัยในอ ีกหลายด้าน เป็นต้นว่า ตัว อักษรธรรมล้านนา หรือที่เรียกว่า ตั๋วเมือง นั้นได้ดัดแปลงมาจากอักษรมอญหริภุญชัย หรือด้านศิลปวัฒนธรรม วัดกู่คำ หรือ วัดเจดีย์เหลี่ยม ที่เวียงกุมกามก็สร้างตามแบบวัดกู่กุดของหริภุญชัย เป็นต้น
เมื่อกล่าวถึงวัดกู่คำแล้ว ควรที่จะกล่าวถึง วัดกานโถม ด้วย เพราะทั้งสองวัดเป็นวัดสำคัญของเวียงกุมกามคู่กันมา วัดกานโถมนี้ตั้งชื่อตามนายช่างกามโถมผู้สร้างวัด รูปทรงของเจดีย์บอกได้ว่า วัดนี้ไม่ได้สร้างตามศิลปะหริภุญชัย เพราะความจริงในยุคนี้มีการผสมผสานผู้คนต่างวัฒนธรรมเข้ามามากแล้ว ทั้งกลุ่มที่เป็นมอญหริภุญชัย ไทลัวะ ยังมีมอญหงสาวดีที่มาพร้อมกับนางอุสาปายโค มเหสีของพญามังราย นางอุสาปายโคเป็นธิดาพระยาหงสาวดีที่ยกให้กับพญามังรายเมื่อครั้งที่ยกทัพไป ตี แต่พระยาหงสาวดีขอเป็นไมตรีด้วย ในครั้งนั้นจึงมีมอญจากหงสาวดีติดตามนางอุสาปายโคเข้ามามากมาย นอกจากนี้ยังมีไทใหญ่เมืองอังวะซึ่งเป็นช่างทองและช่างเหล็ก การผสมผสานทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งนั้น ศิลปวัฒนาธรรมแบบล้านนาจึงค่อย ๆก่อรูปขึ้น ด้วยการหล่อหล่อมศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย จนเป็นเอกลักษณ์ใหม่ของล้านนา
พญามังรายประทับอยู่ที่เวียงกุมกามได้เพียง ๕ ปี ปรากฏว่าในฤดูฝนเกิดน้ำท่วมเมือง อีกทำให้ประชาชนเดือดร้อนไม่เหมาะจะเป็นเมืองหลวงถาวรได้จึงทรงแสวงหาสถานที ่ ที่มีชัยภูมิอันเหมาะแก่การตั้งเมืองใหม่เพื่อจะให้เป็นศูนย์กลางอำนาจของอา ณาจักร ล้านนาที่มั่นคงถาวร |
|
|
| กลับไปข้างบน |
|
 |
|